Search

ลุ้น MSCI เพิ่มน้ำหนักหุ้นไทย..พฤศจิกาแรงดันแผ่ว


ระวังหุ้นเดือนพฤศจิกายนหมุนลง รับผลกระทบจากปัจจัยต่างๆ ที่กวนใจ และความไม่แน่นอนสูง ทั้งการเลือกประธานาธิบดีอเมริกา และการประชุมกลุ่มผู้ผลิตน้ำมัน ขณะที่นักลงทุนต่างประเทศมีท่าทีขายหุ้นต่อไปในเดือนนี้ที่คาดว่าจะเป็นเดือนสุดท้ายของปีที่จะทำงานกันหนักก่อนที่จะเริ่มเบามือในเดือนธันวาคมเพื่อหยุดฉลองคริสต์มาสและปีใหม่ ดร.วิน แห่ง บล.KTBST ชี้แรงซื้อจะกลับมาอีกทีอย่างเร็วก็ปลายเดือนพฤศจิกายน ขณะที่มีลุ้นปัจจัยหนุนการประกาศของ MSCI กลางเดือนเพิ่มน้ำหนักหุ้นไทยและผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน

บรรยากาศตลาดหุ้นไทยเดือนพฤศจิกายน ตกอยู่ในวังวนของความไม่แน่นอนสูง ที่สำคัญที่สุดคือปัจจัยที่จะได้รับผลกระทบจากกรณีของ การเลือกตั้งประธานาธิบดีในสหรัฐอเมริกา ในวันที่ 8 พฤศจิกายน ซึ่งสถานการณ์ของคู่ชิงชัย มีผลัดกันรุกผลัดกันรับอยู่ตลอดเวลา ซึ่งผลของการเลือกตั้งว่าใครจะเป็นประธานาธิบดีออกหัวหรือออกก้อยอย่างไร นั้นล้วนแต่มีผลต่อบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นที่จะไปทางขึ้นหรือทางลงก็ได้ทั้งหมด นอกจากนี้ที่สำคัญก็คือ กรณีการประชุมเฟด ซึ่งเป็นที่เข้าใจกันทั่วไปว่า จะไม่ปรับขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 1-2 พฤศจิกายน แต่ถ้อยแถลงจากการประชุมจะชัดเจนขึ้นว่าจะมีการขึ้นดอกเบี้ยในครั้งสุดท้ายเดือนธันวาคมหรือไม่ โดยตลาดยังคงให้น้ำหนักขึ้นดอกเบี้ยในเดือนธันวาคมต่อไป นอกจากนี้ปัจจัยส่งท้ายเดือนพฤศจิกายนก็คือกรณีการนัดประชุมกันเพื่อตกลงเรื่องของปริมาณการผลิตน้ำมันของกลุ่ม นอก-ในโอเปก ก็ดูจะล้มเหลวจากที่ มีท่าทีขึงขังจึงจังมาก่อนหน้านี้

นายอภิชัย เรามานะชัย รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.แอพเพิล เวลธ์ ให้น้ำหนัก ดัชนีหุ้นไทยเดือนพฤศจิกายน 2559 ว่าแกว่งตัวในกรอบ 1,435–1,540 จุด โดยตลาดหุ้นจะมีน้ำหนักทางขึ้นได้จากชี้แรงซื้อของกลุ่มสถาบันที่ต้องซื้อในปลายปีจากกองทุน LTF RMF ราว 2-3 หมื่นล้านบาท รวมทั้งแรงซื้อจากการเก็งกำไรงบไตรมาส 3/2559 เช่น AAV BCH BDMS CPF GFPT KAMART MTLS STEC WORK

นอกจากนี้ตลาดจะผันผวนไปตามปัจจัยที่เป็นผลจาก ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) คณะกรรมการธนาคารกลางสหรัฐ (FOMC) และธนาคารกลางยุโรป (BOE) ที่จะประชุมออกมา รวมถึงการรอผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐในวันที่ 8 พ.ย. น่าจะส่งผลให้ทิศทาง Fund Flow ของต่างชาติในตลาดแถบภูมิภาคอาเซียน กลุ่ม TIP ซึ่งประกอบด้วย ไทย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ยังชะลอตัว

ด้าน ดร.วิน อุดมรัชตวนิชย์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบี (ประเทศไทย) หรือ KTBST ประเมินตลาดหุ้น เดือนพฤศจิกายน คงมีปัจจัยกดดันตลาดและต้องติดตาม ทั้งเรื่องการประชุม FOMC , การเลือกตั้งสหรัฐอเมริกา ราคาน้ำมัน รวมถึงผลประกอบการของ SET จึงแนะนักลงทุนชะลอลงทุนรอดูสถานการณ์ มองกรอบดัชนี SET ที่ 1,410-1,520

ทั้งนี้ ปัจจัยที่เคยเป็นบวกต่อตลาดเริ่มมีน้อยลง บางปัจจัยพลิกมาเป็นลบเช่น แนวโน้มที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ Fed จะปรับขึ้นดอกเบี้ยในเดือน ธ.ค. ทำให้นักลงทุนมีการปรับพอร์ต รับดอกเบี้ยสหรัฐฯ และราคาน้ำมันที่ผันผวนมากขึ้นหลังกลุ่มผู้ผลิตน้ำมันยังไม่สามารถตกลงในเรื่องลดการผลิตได้

โดยในเดือน พ.ย. แรงขายของนักลงทุนต่างประเทศ จะยังมีต่อในเดือนนี้ เพื่อรับกับดอกเบี้ยสหรัฐฯและตลาดเริ่มหมดข่าวในเชิงบวก ดัชนีจะมีความผันผวนสูงโดยเฉพาะช่วงต้นเดือนที่จะมี การประชุม FOMC และเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ และที่เป็นเรื่องของตลาดหุ้นไทยโดยตรง คือ การนำส่งงบการเงินช่วง 2 สัปดาห์แรก และตัวเลข GDP ไตรมาส 3

อย่างไรก็ตาม คาดว่าช่วงปลายเดือน ตลาดจะซึมซับผลของปัจจัยเหล่า แล้วดัชนีน่าจะมีทิศทางที่ดีขึ้น

"บล.KTBST เชื่อว่าเดือน พ.ย. โดยเฉพาะช่วงต้นเดือนที่มีปัจจัยกวนตลาดเข้ามาเป็นระยะๆ นักลงทุนต่างประเทศน่าจะยังขายหุ้นอยู่ แต่จะเริ่มซื้อกลับเมื่อความคลุม เครือหลายๆ เรื่องผ่านไป ซึ่ง คาดว่าแรงซื้อจะกลับมาอย่างเร็ว ก็ปลายเดือน พ.ย.59

ขณะที่ราคาน้ำมัน เห็นได้ว่าความร่วมมือของกลุ่มผู้ผลิตน้ำมันมีน้อยลงไปเรื่อยๆ เพราะผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ ทั้งใน และนอกกลุ่ม OPEC หลายรายยืนยันที่จะคงกำลังการผลิตเท่าปัจจุบัน หาก เป็นเช่นนี้ เมื่อถึง 30 พ.ย.ซึ่งจะเป็นการประชุมประจำปีของกลุ่ม OPEC และจะประชุมกับผู้ผลิตมันนอกกลุ่ม เพื่อตัดสินใจในเรื่องการลดหรือคงกำลังการผลิตก็อาจจะประสบความล้มเหลวเหมือนเดือน เม.ย. ที่ผ่านมา โดย การที่ OPEC และผู้ผลิตบางราย เพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันในช่วง 2 ไตรมาสที่ผ่านมาทำให้การหารือครั้งนี้ดูยากขึ้น ซึ่งบล.KTBST ประเมินว่าหากไม่สามารถตกลงกันได้ คือ ทำให้ supply น้ำมันดิบลดลงน้อยกว่า 0.4 ล้านบาร์เรล ราคาน้ำน่าจะกลับมาซื้อขายในกรอบ $40-50 แต่ลดลงมากกว่านี้จะทำให้ราคาน้ำมันดิบ อยู่ในกรอบ $50-55 เหรียญได้”

ดร.วิน ยังกล่าวว่า อีกปัจจัยสำคัญ คือ ผลประกอบการไตรมาสที่ 3 ของบริษัทในตลาด ที่จะรายงานวันสุดท้ายวันที่ 14 พ.ย. (ขึ้น “SP” เช้า 15 พ.ย.) บล.KTBST คาดกำไรของบริษัทใน SET จะ ออกมาดีกว่าที่เคยคาดเล็กน้อย จากกำไรกลุ่มธนาคารที่ออกมาดี โดยประเมินไว้ ที่ 2.39 แสนล้านบาท จาก 1.2 หมื่นล้านบาทในช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ลดลง 2.8% จากไตรมาส 2 แนวโน้มผลประกอบ การของหุ้นขนาดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มน้ำมัน ปิโตรเคมี ก่อสร้าง ผู้ประกอบการโทรศัพท์ส่วนใหญ่จะชะลอตัวตามภาวะเศรษฐกิจและการแข่งขันในอุตสาหกรรม

ขณะที่หุ้นขนาดกลางหรือเล็กหรือหุ้นที่ไม่อิงกับภาวะเศรษฐกิจมากนัก หรือ ผลผลิตสินค้าที่มีการเติบโต ผลการดำเนินงานจะดีเหมือน 2 ไตรมาสแรก ขณะที่แนวโน้มไตรมาส 4 เริ่มเห็นว่า หุ้นที่อิงธุรกิจส่งออกจะเริ่มดีขึ้น ขณะที่การจับจ่าย ใช้สอยของประชาชนที่ลดลงในช่วงไตรมาส 4 จะขึ้นอยู่กับมาตรการกระตุ้นว่าจะมีพลังมากเพียงใด แต่ บล.KTBST ประเมินว่าหุ้นที่ได้รับผลบวกจากมาตรการภาครัฐ ส่วนใหญ่คือหุ้นที่ฐานรายได้ในเขตภูมิภาค จะมีกำไรที่ดีในไตรมาส 4 ที่กำลังดำเนินอยู่ในขณะนี้แต่หุ้นกลุ่มรับเหมาฯ กำไรน่าจะเริ่มดีตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไป

“ดังนั้นกลยุทธ์ช่วง 2 สัปดาห์แรกของเดือน พฤศจิกายน แนะให้ชะลอดูผลของตัวแปรสำคัญๆ โดยเฉพาะการเลือกตั้งของสหรัฐฯ ซึ่งหุ้นที่เป็น Domestic จะถูกกลับมาเล่นกันอีกครั้งหลังรัฐบาลจะเดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจกันต่อ รวมทั้งการลงทุนและการประชุมงานต่างๆ ของภาครัฐที่จะมากขึ้น รวมไปถึงหุ้นที่มีฐานรายได้ในเขตภูมิภาคด้วย การเข้าซื้อหุ้นขนาดใหญ่โดยที่ไม่ได้มีปัจจัยบวกเฉพาะตัวควรรอให้ แรงขายของนักลงทุนต่างประเทศเบาบางลงก่อน ซึ่งคาดว่าหลังผ่านช่วงกลางเดือนไปแล้ว

สำหรับทิศทางดัชนีที่จะเห็นได้ว่าปัจจุบันไม่สามารถไปต่อได้เนื่องจากยังคงถูกกดดันให้เป็นขาลง แต่เป็นการลงในลักษณะแกว่งตัวออกข้าง (Sideway) หรือกำลังรอทิศทางที่ชัดเจน ซึ่งสามารถเกิดได้ทั้งทางขึ้น และลง โดยประเมินดัชนีการขึ้นและลงว่า หากดัชนีเป็นขาขึ้นและสามารถยืนได้ที่ระดับ 1,500 จุด ก็ยังมองว่าแรงขาขึ้นยังจำกัด ดัชนีน่าจะอยู่ที่ 1,520- 1,540 จุด แต่หากดัชนีปรับตัวลงแนวรับน่าจะแกว่งในกรอบ 1,450-1,410 / 1,400 จุด โดยรวมมองกรอบดัชนี SET ที่ 1,410-1,520 / 1,540 จุด หุ้นที่แนะนำ AJD, ERW, KCE, ROBINS, SYNEX, SYNTEC" ประธานกรรมการบริหาร กล่าว

อย่างไรก็ตาม หุ้นไทยยังมีลุ้นข่าวดีด้วยเหมือนกัน.. น.ส.วิลาสินี บุญมาสูงทรง ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ บล.โกลเบล็ก (GBS) ประเมินทิศทางตลาดหุ้นไทยว่า ได้รับปัจจัยบวกจาก MSCI ที่มีแนวโน้มว่าจะประกาศปรับเพิ่มน้ำหนักตลาดหุ้นไทยในช่วงกลางเดือนพฤศจิกายน


For advertising please call: 02-2534691