BBL ไตรมาส 3/59 ผงกหัว - BAY กำไร 9 เดือนพุ่ง 20%


แบงก์กรุงเทพ แจงผลดำเนินงาน 9 เดือนกำไรหด 11% เทียบช่วงเดียวกันปีก่อน ขณะที่เฉพาะไตรมาส 3/59 กำไรเพิ่ม 12% เทียบไตรมาส 2/59 หลังเศรษฐกิจค่อยๆ ฟื้น ขณะที่สำรองยังสูง 1.16 แสนล้านบาท หรือเกือบ 160% ด้านแบงก์กรุงศรีกำไรไตรมาส 3 โต 10% งวด 9 เดือนโต 20% เหตุธุรกิจขยายตัวทุกด้าน โดยเฉพาะหลังซื้อไมโครไฟแนนซ์ในเขมรช่วยหนุน

ธนาคารกรุงเทพ (BBL) รายงานผลการดำเนินงานสำหรับไตรมาส 3/2559 ว่า ธนาคารและบริษัทย่อยรายงานมีกำไรสุทธิในไตรมาส 3/2559 จำนวน 8,061 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 892 ล้านบาท หรือร้อยละ 12.4 จากไตรมาส 2/2559 เป็นผลจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิจำนวน 16,066 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 470 ล้านบาท หรือร้อยละ 3.0 และส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 2.33 เนื่องจากการบริหารต้นทุนเงินรับฝากให้ลดลง

สำหรับรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยมีจำนวน 10,887 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,637 ล้านบาท หรือร้อยละ 17.7 ส่วนใหญ่มาจากกำไรสุทธิจากเงินลงทุน ขณะที่รายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิมีจำนวน 6,157 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 181 ล้านบาท หรือร้อยละ 3.0 รายการที่สำคัญมาจากค่าธรรมเนียมจากบริการอิเล็กทรอนิกส์และการโอนเงิน และค่าธรรมเนียมจากบริการกองทุนรวมและบริการประกันชีวิตผ่านธนาคาร สำหรับค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานมีจำนวน 12,095 ล้านบาท ลดลง 504 ล้านบาท หรือร้อยละ 4.0 สาเหตุหลักเกิดจากค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับอาคารสถานที่และอุปกรณ์ และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่ลดลง

หากเปรียบเทียบกับไตรมาส 3/2558 กำไรสุทธิลดลง 996 ล้านบาท หรือร้อยละ 11.0 รายการที่สำคัญเกิดจากรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยลดลง 1,412 ล้านบาท หรือร้อยละ 11.5 ส่วนใหญ่กำไรจากการจำหน่ายสินทรัพย์ลดลง และค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานเพิ่มขึ้น 1,147 ล้านบาท หรือร้อยละ 10.5 ส่วนหนึ่งจากค่าใช้จ่ายด้านการตลาด ขณะที่รายได้ดอกเบี้ยสุทธิเพิ่มขึ้น 1,625 ล้านบาท หรือร้อยละ 11.3 ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยเงินรับฝากลดลงเนื่องจากเงินฝากประจำอัตราดอกเบี้ยสูงทยอยครบกำหนด

สำหรับงวด 9 เดือน ปี 2559 ธนาคารและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิ จำนวน 23,547 ล้านบาท ลดลงจากงวดเดียวกันปีก่อน จำนวน 2,952 ล้านบาท หรือร้อยละ 11.1

ทั้งนี้ ในช่วงที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยขยายตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการใช้จ่ายและการลงทุนของภาครัฐ และการท่องเที่ยวที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง สำหรับการส่งออกยังคงมีแนวโน้มหดตัวตามภาวะเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวช้า ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนในประเทศยังทรงตัว จากปัจจัยแวดล้อมทางเศรษฐกิจดังกล่าวส่งผลให้ ณ สิ้นเดือนกันยายน 2559 ธนาคารมีเงินให้สินเชื่อจำนวน 1,901,900 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 32,997 ล้านบาทหรือร้อยละ 1.8 จากสิ้นปี 2558 โดยเป็นการเพิ่มขึ้นของสินเชื่อลูกค้าธุรกิจรายใหญ่และรายกลาง และสินเชื่อลูกค้าบุคคล

จากเศรษฐกิจไทยที่ค่อยๆ ขยายตัวส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจที่ต้องใช้เวลาในการปรับตัวและฟื้นตัว ณ สิ้นเดือนกันยายน 2559 ธนาคารมีสินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPL) จำนวน 73,187 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 3.4 ของเงินให้สินเชื่อรวม ทั้งนี้ธนาคารยังคงยึดหลักความระมัดระวังด้วยการตั้งสำรองค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญอย่างต่อเนื่อง โดย ณ สิ้นเดือนกันยายน 2559 ธนาคารมีเงินสำรองค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญในระดับสูงที่ 116,757 ล้านบาท ในขณะที่สำรองขั้นต่ำตามเกณฑ์ของ ธปท.เท่ากับ 58,001 ล้านบาท โดยค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญที่มีอยู่คิดเป็นร้อยละ 201.3 ของสำรองขั้นต่ำ ทั้งนี้อัตราส่วนค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญต่อเงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพ ณ สิ้นเดือนกันยายน 2559 เท่ากับร้อยละ 159.5

ด้านสภาพคล่อง ธนาคารให้ความสำคัญเรื่องการบริหารสภาพคล่องให้เพียงพอควบคู่ไปกับการบริหารต้นทุนให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ณ สิ้นเดือนกันยายน 2559 ธนาคารมีเงินรับฝากจำนวน 2,106,870 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15,905 ล้านบาท หรือร้อยละ 0.8 จากสิ้นปีก่อน และมีอัตราส่วนเงินให้สินเชื่อต่อเงินรับฝากอยู่ที่ร้อยละ 90.3 เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 89.4 ณ สิ้นปีก่อน

ด้านเงินกองทุน ธนาคารมีอัตราส่วนเงินกองทุนอยู่ในระดับที่ดีสามารถรองรับการขยายธุรกิจในอนาคต ซึ่งหากนับรวมกำไรสุทธิของไตรมาส 3/2559 เข้าเป็นเงินกองทุน อัตราส่วนเงินกองทุนทั้งสิ้น อัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 และอัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 ที่เป็นส่วนของเจ้าของต่อสินทรัพย์เสี่ยงของธนาคารและบริษัทย่อยจะอยู่ในระดับประมาณร้อยละ 19.2 ร้อยละ 17.3 และร้อยละ 17.3 ตามลำดับ

ส่วนของเจ้าของ ณ วันที่ 30 กันยายน 2559 มีจำนวน 370,887 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 12.9 ของสินทรัพย์รวม และมูลค่าตามบัญชีเท่ากับ 194.30 บาทต่อหุ้น เพิ่มขึ้น 4.74 บาท จากสิ้นปี 2558

ธนาคารกรุงศรีอยุธยา (BAY) และบริษัทในเครือ หรือ “กรุงศรีกรุ๊ป” รายงานผลการดำเนินงานสำหรับไตรมาส 3/2559 และงวด 9 เดือน ปี 2559 ว่า ในไตรมาส 3/2559 มีกำไรจากการดำเนินงาน 12,675 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 672 ล้านบาท หรือร้อยละ 5.6 จากไตรมาส 2/2559 เป็นผลจากการเติบโตของรายได้ดอกเบี้ยสุทธิจากการเติบโตของสินเชื่อและการฟื้นขึ้นของรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย

กำไรสุทธิสำหรับไตรมาส 3/2559 อยู่ที่ 5,829 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 560 ล้านบาท หรือร้อยละ 10.6 จากไตรมาส 2/2559 และเพิ่มขึ้น 977 ล้านบาท หรือร้อยละ 20.1 เมื่อเทียบกับไตรมาส 3/2558 จากการเติบโตของรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ รายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียม และรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการ

สำหรับงวด 9 เดือน กรุงศรีกรุ๊ปมีกำไรสุทธิ 16,248 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจำนวน 2,721 ล้านบาท หรือร้อยละ 20.1 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน ปัจจัยหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ รายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียม และรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิ

ปัจจัยขับเคลื่อนผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งมาจากความสามารถในการเดินตามยุทธศาสตร์ที่วางแผนไว้ และในไตรมาสนี้การเข้าซื้อกิจการของ Hattha Kaksekar Limited (HKL) สถาบันไมโครไฟแนนซ์ชั้นนำในกัมพูชาก็ได้เสร็จสมบูรณ์ด้วย

สำหรับ 9 เดือนแรกของปี 2559 เงินให้สินเชื่อเพิ่มขึ้นร้อยละ 7.7 หรือเพิ่มขึ้นจำนวน 1.005 แสนล้านบาท เมื่อเทียบกับ ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2558 ทั้งนี้ หากไม่รวมสินเชื่อของ HKL เงินให้สินเชื่อเพิ่มขึ้น ร้อยละ 6.6 การเติบโตของเงินรับฝาก เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.8 หรือเพิ่มขึ้นจำนวน 3.93 หมื่นล้านบาท เมื่อเทียบกับ ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2558 และเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.2 หรือจำนวน 2.34 หมื่นล้านบาท จากสิ้นเดือนมิถุนายน 2559 ขณะที่สินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) อยู่ที่ร้อยะ 2.10

ส่วนเงินรับฝากมีจำนวนทั้งสิ้น 1.09 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจำนวน 3.93 หมื่นล้านบาท หรือร้อยละ 3.8 จากเดือนธันวาคม 2558 การเพิ่มขึ้นของเงินรับฝากส่วนใหญ่เป็นผลจากเงินรับฝากออมทรัพย์และเงินรับฝากของ HKLหากไม่รวมเงินรับฝากของ HKL เงินรับฝากเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.6 จากสิ้นเดือนธันวาคม 2558 และเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.1 จากสิ้นเดือนมิถุนายน 2559

ด้าน ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) อยู่ที่ร้อยละ 3.77 เทียบกับร้อยละ 3.82 ในไตรมาส 2/2559 จากผลตอบแทนของสินทรัพย์ที่ปรับลดลง ขณะที่ต้นทุนทางการเงินยังคงปรับดีขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นร้อยละ 12.6 เทียบกับไตรมาส 2/2559 ปัจจัยหลักมาจากรายได้

ที่มิใช่ดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียม จากหนี้สูญรับคืนและกำไรสุทธิจากธุรกรรมเพื่อค้าและปริวรรตเงินตราต่างประเทศ

อัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้อยู่ที่ร้อยละ 46.2 ปรับลดลงเล็กน้อยจากร้อยละ 46.3 ในไตรมาส 2/2559 อัตราส่วนเงินสำรองต่อสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้อยู่ในระดับแข็งแกร่งที่ร้อยละ 152.3 อัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงอยู่ที่ร้อยละ 14.8% เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 13.8 ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2559 ปัจจัยหลักมาจากการปรับเพิ่มขึ้นของเงินกองทุนชั้นที่ 2 จากการออกหุ้นกู้ด้อยสิทธิมูลค่า 10,000 ล้านบาท

นายโนริอากิ โกโตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกรุงศรีอยุธยา กล่าวว่า ในไตรมาส 3/2559 นอกเหนือจากผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งแล้ว กรุงศรีสามารถเดินตามยุทธศาสตร์ขยายธุรกิจสู่ภูมิภาคอาเซียนที่วางไว้จนเกิดผลสำเร็จในการเข้าซื้อกิจการของ HKL ซึ่งส่งผลให้กรุงศรีมีเครือข่ายธุรกิจครอบคลุมในกัมพูชา สปป.ลาว และเมียนมาร์

สำหรับแนวโน้มในช่วงที่เหลือของปี 2559 คาดว่า เศรษฐกิจจะยังคงมีปัจจัยสนับสนุนต่อการเติบโตอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าอาจไม่ครอบคลุมในทุกภาคส่วนของเศรษฐกิจ ปัจจัยด้านฤดูกาลที่ขับเคลื่อนความต้องการสินเชื่อทั้งในส่วนของสินเชื่อเพื่อรายย่อยและสินเชื่อธุรกิจ กรุงศรีจึงปรับเป้าหมายการเติบโตของสินเชื่อของทั้งปี 2559 จาก 5-6% เป็น 8-9% (รวมธุรกิจสินเชื่อของ HKL)

ทั้งนี้ ณ วันที่ 30 กันยายน 2559 กรุงศรีซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจการเงินที่ใหญ่เป็นอันดับห้าในไทยมีสินเชื่อรวม 1.40 ล้านล้านบาท เงินรับฝาก 1.09 ล้านล้านบาท และสินทรัพย์รวม 1.83 ล้านล้านบาท ขณะที่เงินกองทุนของธนาคารอยู่ในระดับแข็งแกร่งที่ 1.915 แสนล้านบาท หรือเทียบเท่าร้อยละ 14.8 ของสินทรัพย์เสี่ยง โดยเป็นเงินกองทุนชั้นที่ 1 ที่เป็นของเจ้าของคิดเป็นร้อยละ 12.2

0 views0 comments

For advertising please call: 02-2534691