แบงก์สำรองสูงรับมือเศรษฐกิจเปราะ - ผล 9 เดือนกดกำไรสุทธิลดวูบ


แบงก์พาณิชย์รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 3/59 กำไรโตสูงกว่าช่วงเดียวกันปีก่อน หากเร่งสำรองเพิ่มสูงรับมือเศรษฐกิจผันผวน ส่งผลกำไรสุทธิ 9 เดือนลดลงเทียบกับ 9 เดือนปี 58

ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) รายงานผลการดำเนินงานประจำไตรมาส 3/2559 มีผลกำไรสุทธิจำนวน 11,533 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 27.9% เทียบกับไตรมาส 3/2558 จากการเพิ่มขึ้นของรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ และรายได้ค่าธรรมเนียมสุทธิ ขณะที่กำไรจากเงินลงทุนและการตั้งสำรองหนี้สูญลดลงอย่างมาก เนื่องจากในไตรมาส 3 ปีที่แล้ว มีรายการพิเศษจากการตั้งสำรองหนี้สูญลูกหนี้ขนาดใหญ่และการขายเงินลงทุน โดยธนาคารมีผลกำไรสุทธิเก้าเดือนแรกของปี 2559 จำนวน 34,897 ล้านบาท ลดลง 1.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน

สำหรับรายได้ดอกเบี้ยสุทธิตามงบการเงินรวมในไตรมาส 3/2559 มีจำนวน 22,214 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 10.7% จากไตรมาส 3/2558 ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการที่ธนาคารสามารถบริหารต้นทุนเงินฝากได้ดีขึ้น รวมถึงการเติบโตของสินเชื่อ 5.3% จากปีก่อน

ส่วนรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยตามงบการเงินรวมลดลง 37.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนใหญ่เป็นผลจากการบันทึกกำไรจากการขายเงินลงทุนตราสารทุนจำนวนมากในไตรมาส 3/2558 หากไม่รวมกำไรจากเงินลงทุนดังกล่าว รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น 4.3% ส่วนใหญ่มาจากค่าธรรมเนียมบริการการเงินเพื่อธุรกิจ (Corporate finance) และกำไรจากธุรกรรมเพื่อค้าและปริวรรตเงินตราต่างประเทศเพิ่มขึ้น

อัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพต่อสินเชื่อรวมในไตรมาสนี้อยู่ที่ 2.85% ลดลงเล็กน้อยจาก 2.89% ณ สิ้นปี 2558 แต่เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนที่ 2.77% จากสภาพเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัวเท่าที่ควร ในไตรมาสนี้ ธนาคารตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญจำนวน 7,012 ล้านบาท ทำให้อัตราส่วนค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพเพิ่มขึ้นเป็น 128.9% ณ สิ้นไตรมาส 3/2559 จาก 109.8% ณ สิ้นปี 2558 แต่ลดลงเล็กน้อยจาก 130.0% ณ สิ้นไตรมาส 2/2559

นางสาวขัตติยา อินทรวิชัย กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) เปิดเผยผลการดำเนินงานสำหรับงวด 9 เดือน ปี 2559 ธนาคารและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิจำนวน 29,930 ล้านบาท ลดลงจำนวน 4,067 ล้านบาท จากงวดเดียวกันของปีก่อน หรือลดลง 11.96% ส่วนใหญ่เกิดจากธนาคารมีการตั้งสำรองค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญเพิ่มขึ้นเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับความไม่แน่นอนในเรื่องของภาวะเศรษฐกิจที่ยังคงชะลอตัว

อย่างไรก็ตาม กำไรจากการดำเนินงานก่อนหักหนี้สูญและหนี้สงสัยจะสูญและภาษีเงินได้,uจำนวน 68,997 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปีก่อน 4,661 ล้านบาท หรือ 7.24% เนื่องจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิเพิ่มขึ้นจำนวน 3,486 ล้านบาท หรือ 5.52% โดยอัตราผลตอบแทนสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้สุทธิ (Net interest margin: NIM) อยู่ที่ระดับ 3.55% รวมถึงรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นจำนวน 599 ล้านบาท หรือ 1.25% โดยส่วนใหญ่เป็นผลมาจากค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิ และรายได้จากผลิตภัณฑ์ตลาดทุนที่เพิ่มขึ้นในขณะที่รายได้สุทธิจากการรับประกันภัยลดลง

ส่วนผลการดำเนินงานสำหรับไตรมาส 3/2559 เทียบกับไตรมาส 2/2559 ธนาคารและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิจำนวน 10,856 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนจำนวน 1,428 ล้านบาท หรือ 15.16% เนื่องจากธนาคารมีการตั้งสำรองค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญลดลงจากไตรมาสก่อน ขณะที่ผลการดำเนินงานสำหรับไตรมาส 3/2559 เทียบกับไตรมาส 3/2558 ธนาคารและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิจำนวน 10,856 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสเดียวกันของปีก่อนจำนวน 739 ล้านบาท หรือ 7.31%

ณ วันที่ 30 กันยายน 2559 ธนาคารและบริษัทย่อย มีสินทรัพย์รวมจำนวน 2,742,207 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2558 จำนวน 186,902 ล้านบาท หรือ 7.31% ส่วนใหญ่เป็นการเพิ่มขึ้นของเงินลงทุนสุทธิ สำหรับเงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพต่อเงินให้สินเชื่อ (% NPL gross) อยู่ที่ระดับ 3.35% จากสิ้นปี 2558 อยู่ที่ระดับ 2.70% อัตราส่วนค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญต่อเงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพ (Coverage ratio) อยู่ที่ระดับ 127.27% จากสิ้นปี 2558 อยู่ที่ 129.96% อัตราส่วนเงินกองทุนทั้งสิ้นต่อสินทรัพย์เสี่ยงของกลุ่มธุรกิจทางการเงินธนาคารกสิกรไทยตามหลักเกณฑ์ Basel III อยู่ที่ 19.46% โดยมีอัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 เท่ากับ 15.69%

นายบุญทักษ์ หวังเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ทีเอ็มบี (TMB) หรือ ธนาคารทหารไทย แจ้งผลประกอบการไตรมาส 3 และงวด 9 เดือน ปี 2559 ธนาคารและบริษัทย่อยมีกำไรจากการดำเนินงานหลักก่อนสำรองในไตรมาส 3 จำนวน 4,811 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8% จากไตรมาสที่แล้ว และ 13,833 ล้านบาทในงวด 9 เดือน เพิ่มขึ้น 7% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันปีที่แล้ว โดยธนาคารตั้งสำรองเป็นจำนวน 2,541 ล้านบาทในไตรมาส 3 และจำนวน 6,416 ล้านบาทในงวด 9 เดือน การตั้งสำรองระดับค่อนข้างสูงในไตรมาส 3 นี้ เพื่อให้ธนาคารตัดหนี้สูญ (write off) ทำให้สัดส่วน NPL ของธนาคารลดลงเป็น 2.5% และมีสัดส่วนสำรองต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพ (Coverage Ratio) ในระดับสูงที่ 142%

ในไตรมาส 3 นี้ สินเชื่อคงที่เมื่อเทียบกับไตรมาสที่แล้ว เนื่องจากสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ลดลงแม้ว่าสินเชื่อที่อยู่อาศัยยังคงเติบโตต่อเนื่อง ทั้งนี้ สินเชื่อเติบโต 2% ในงวด 9 เดือน ในขณะที่เงินฝากลดลง 5% จากไตรมาสที่แล้ว และลดลง 6% ในงวด 9 เดือน โดยหลักมาจากการบริหารสัดส่วนของเงินฝากให้สอดคล้องกับการเติบโตของสินเชื่อ โดยสัดส่วนสินเชื่อต่อเงินฝากอยู่ที่ 97% ทั้งนี้ สัดส่วนเงินฝากธุรกรรมทางการเงิน (Transactional deposit) เพิ่มขึ้นจาก 36% เป็น 38%

ในไตรมาส 3 รายได้ดอกเบี้ยสุทธิเพิ่มขึ้น 1.5% ซึ่งมาจากส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ย (NIM) ที่ดีขึ้นเป็น 3.24% และสำหรับงวด 9 เดือน รายได้ดอกเบี้ยสุทธิเพิ่มขึ้น 7% สำหรับรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย ในไตรมาส 3 เพิ่มขึ้น 15% จากไตรมาสที่แล้ว ส่วนในงวด 9 เดือน รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยไม่เปลี่ยนแปลง ทั้งนี้ รายได้รวมของธนาคารมีจำนวน 8,965 ล้านบาทในไตรมาส 3 เพิ่มขึ้น 5% จากไตรมาสที่แล้ว และจำนวน 25,888 ล้านบาทในงวด 9 เดือน เพิ่มขึ้น 5% จากงวดเดียวกันปีที่แล้วเช่นกัน

ธนาคารยังดำเนินธุรกิจอย่างรอบคอบ (Prudence) โดยในไตรมาสนี้ ธนาคารตัดสินใจตั้งสำรองเพิ่มให้ครบ 100% ของ NPL ที่จะตัดบัญชีหนี้สูญ (write off) เพิ่มเติมจากปกติ ทำให้ธนาคารมี NPL ลดลงจากไตรมาสที่แล้วเป็น 17,466 ล้านบาท และสัดส่วน NPL ต่อสินเชื่อลดลงมาอยู่ที่ 2.5% อีกทั้งแนวโน้มเศรษฐกิจที่ยังมีความไม่แน่นอนอยู่ ทำให้การตั้งสำรองฯ อยู่ที่ระดับค่อนข้างสูงเป็นจำนวน 2,541 ล้านบาทในไตรมาส 3 และเป็นจำนวน 6,416 ล้านบาทในงวด 9 เดือน เพื่อให้ธนาคารยังคงสัดส่วนสำรองต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพ (Coverage Ratio) ที่แข็งแกร่งที่ 142% เป็นผลให้ ธนาคารมีกำไรสุทธิในไตรมาส 3 จำนวน 1,845 ล้านบาท ลดลง 14% จากไตรมาสที่แล้ว และ 6,088 ล้านบาทในงวด 9 เดือน ซึ่งลดลง 9% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันปีก่อน

นอกจากนี้ ธนาคารยังคงดำรงสถานะเงินกองทุนในระดับแข็งแกร่งภายใต้เกณฑ์ Basel III โดยมีอัตราส่วนเงินกองทุนรวม (CAR) เพิ่มขึ้นเป็น 18.38% และกองทุนชั้นที่ 1 (Tier 1) เพิ่มขึ้นเป็น 12.92% ณ เดือนกันยายน ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำของ ธปท.ซึ่งกำหนดไว้ที่ 9.125% และ 6.625% ตามลำดับ

นายสมเจตน์ หมู่ศิริเลิศ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารธนชาต (TBANK) กล่าวว่า ผลการดำเนินงานในไตรมาส 3/2559 ธนาคารและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิจำนวน 3,202 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 44 ล้านบาท หรือ 1.39% จากไตรมาสก่อน ขณะที่ กำไรจากการดำเนินงานก่อนตั้งสำรอง (Pre-Provision Operating Profit หรือ PPOP) มีจำนวน 5,084 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 255 ล้านบาทหรือ 5.28% ซึ่งมีสาเหตุหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของฐานรายได้รวม ทั้งรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่ปรับสูงขึ้น 2.83% จากส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยที่มากขึ้น และรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยสูงขึ้น 9.85% จากการเพิ่มขึ้นของรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการ

ด้านสินทรัพย์รวมของธนาคารปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แม้ว่ายอดสินเชื่อคงค้างปรับลดลงแต่อยู่ในอัตราที่ชะลอลงตามการปรับเพิ่มขึ้นของยอดสินเชื่อปล่อยใหม่ ในงบการเงินรวมของธนาคารและบริษัทย่อยมีอัตราส่วนเงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPL Ratio) ลดลงจาก 2.84% ณ สิ้นปี 2558 มาอยู่ที่ 2.44% และในงบการเงินเฉพาะของธนาคารมี NPL Ratio ลดลงจากสิ้นปี 2558 ที่ 2.20% เหลืออยู่ที่ 1.86%

ส่วนอัตราส่วนสำรองค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญต่อเงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพ (Coverage Ratio) ในงบการเงินรวมของธนาคารและบริษัทย่อยปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 136.31% ขณะที่งบการเงินเฉพาะของธนาคารมี Coverage Ratio เติบโตขึ้นมาอยู่ที่ 147.91% ด้านเงินกองทุนของธนาคารเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 19.70% นอกจากนี้ ธนาคารสามารถรักษาระดับสินทรัพย์สภาพคล่อง LCR (Liquidity Coverage Ratio) ได้สูงกว่า 100%

ดร.สุภัค ศิวะรักษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย (CIMBT) กล่าวถึงผลการดำเนินงานของกลุ่มธนาคารสำหรับงวดเก้าเดือน มีรายได้จากการดำเนินงานจำนวน 9,693.3 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 418.8 ล้านบาท หรือ 4.5% เทียบกับงวดเดียวกันปีก่อน สาเหตุหลักเกิดจากการเพิ่มขึ้นของรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ 19.1% และรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิ 8.2% ในขณะที่รายได้อื่นลดลง 42.7% กำไรจากการดำเนินงานก่อนหักหนี้สงสัยจะสูญเพิ่มขึ้น 10.6% เป็นจำนวน 4,382.1 ล้านบาท อย่างไรก็ตามกำไรสุทธิลดลงจำนวน 48.2 ล้านบาท หรือ 5.7% เป็นจำนวน 798.3 ล้านบาท เมื่อเปรียบเทียบกับงวดเดียวกันสาเหตุหลักเกิดจากสำรองหนี้สงสัยจะสูญเพิ่มขึ้น 16.7%

ส่วนอัตราส่วนรายได้ดอกเบี้ยสุทธิต่อสินทรัพย์เฉลี่ย (Net Interest Margin – NIM) อยู่ที่ 3.76% สำหรับงวดเก้าเดือนปี 2559 ในขณะที่งวดเก้าเดือนปี 2558 อยู่ที่ 3.16% เป็นผลจากการบริหารต้นทุนที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งนี้ ธนาคารมีเงินให้สินเชื่อสุทธิจากรายได้รอตัดบัญชี (รวมเงินให้สินเชื่อซึ่งค้ำประกันโดยธนาคารอื่นและเงินให้สินเชื่อแก่สถาบันการเงิน) ของกลุ่มธนาคารอยู่ที่ 2.052 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.1% เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2558

กลุ่มธนาคารมีเงินฝาก (รวมตั๋วแลกเงิน หุ้นกู้ และผลิตภัณฑ์ทางการเงินบางประเภท) จำนวน 2.167 แสนล้านบาท ลดลง 0.8% จากสิ้นปี 2558 ซึ่งมีจำนวน 2.184 แสนล้านบาท อัตราส่วนสินเชื่อต่อเงินฝาก (the Modified Loan to Deposit Ratio) ของกลุ่มธนาคารเพิ่มขึ้นเป็น 94.7% จาก 91.1% ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2558

ด้าน NPL อยู่ที่ 9.1 พันล้านบาท อัตราส่วน NPL ต่อเงินให้สินเชื่อ (NPL ratio) อยู่ที่ 4.2% เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับสิ้นปี 2558 ที่อยู่ที่ 3.1% เนื่องจากความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ลดลงอันเกิดจากสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจโดยรวมยังคงอ่อนแอ อัตราส่วนค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญต่อเงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพอยู่ที่ 81.6% ลดลงจากสิ้นปี 2558 ซึ่งอยู่ที่ 106.5% ส่วนเงินสำรองของกลุ่มธนาคารอยู่ที่จำนวน 7.4 พันล้านบาท ซึ่งเป็นสำรองส่วนเกินตามเกณฑ์ธนาคารแห่งประเทศไทย จำนวน 2.8 พันล้านบาท ขณะที่เงินกองทุนรวมของกลุ่มธนาคาร มีจำนวน 3.81 หมื่นล้านบาท คิดเป็นอัตราส่วนเงินกองทุนรวมต่อสินทรัพย์เสี่ยง 16.2% โดยเป็นอัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 สัดส่วน 10.8%

ธนาคารเกียรตินาคิน (KKP) รายงานผลการดำเนินงานงวดไตรมาส 3/2559 เปรียบเทียบกับงวดเดียวกันปีก่อน ธนาคารและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิ ไม่รวมส่วนของผู้ถือหุ้นส่วนน้อยเท่ากับ 1,691 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 83.1% สำหรับผลการดำเนินงานงวด 9 เดือนแรกปี 2559 เปรียบเทียบกับงวด 9 เดือนแรกปี 2558 ธนาคารและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิ ไม่รวมส่วนของผู้ถือหุ้นส่วนน้อยเท่ากับ 4,095 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 114.9%

ธนาคารมีอัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS Ratio) คำนวณตามเกณฑ์ Basel III ซึ่งรวมกำไรถึงสิ้นปี 2558 อยู่ที่ 18.80% โดยเป็นเงินกองทุนชั้นที่ 1 เท่ากับ 15.29% แต่หากรวมกำไรถึงสิ้นไตรมาส 3/2559 อัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงจะเท่ากับ 20.03% และเงินกองทุนชั้นที่ 1 เท่ากับ 16.52%

สินเชื่อของธนาคารในไตรมาส 3/2559 ขยายตัวเล็กน้อยที่ 0.2% จากสิ้นไตรมาส 2/2559 หลังจากที่มีการหดตัวตลอดตั้งแต่ต้นปี 2559 ส่งผลให้เก้าเดือนแรกของปี 2559 สินเชื่อโดยรวมยังคงหดตัวอยู่ที่ 1.4% จากสิ้นปี 2558 ด้านคุณภาพของสินเชื่อ อัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพต่อสินเชื่อรวม ณ สิ้นไตรมาส 3/2559 อยู่ที่ 5.9% ปรับตัวดีขึ้นจาก 6.1% ในไตรมาส 2/2559 โดยสินเชื่อด้อยคุณภาพในส่วนของสินเชื่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มีการปรับตัวดีขึ้น รวมถึงคุณภาพของสินเชื่อเช่าซื้อที่ยังคงมีการปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยอัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพสำหรับสินเชื่อเช่าซื้อ ปรับลดลงจาก 2.4% ณ สิ้นปี 2558 เป็น 2.2% ในไตรมาส 1/2559 และปรับลดลงอยู่ที่ 2.1% ในไตรมาส 2/2259 โดย ณ สิ้นไตรมาส 3/2559 ยังคงปรับลดลงต่อเนื่องอยู่ที่ 2.0%

บริษัท แอล เอช ไฟแนนซ์เชียล กรุ๊ป (LHBANK) เปิดเผยผลการดำเนินงานของบริษัทและบริษัทย่อยสำหรับไตรมาส 3/2559 มีกำไรสุทธิ 698.4 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 255.6 ล้านบาท หรือ 57.7% เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน เป็นผลจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิเพิ่มขึ้น 4.2% ตามการขยายตัวของเงินให้สินเชื่อ และรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิเพิ่มขึ้น 40.6%

สำหรับผลการดำเนินงานงวด 9 เดือนของปี 2559 มีกำไรสุทธิจำนวน 2,072.1 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 880.9 ล้านบาท หรือ 74.0% เทียบกับงวดเดียวกันปีก่อนที่มีจำนวน 1,191.2 ล้านบาท ส่วนใหญ่มาจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่เพิ่มขึ้น 13.6% ตามการขยายตัวของเงินให้สินเชื่อ Big Corporate และ Corporate ที่เพิ่มขึ้น 13.3% และรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิเพิ่มขึ้น 56.6%

ไตรมาสที่ 3/2559รายได้ดอกเบี้ยสุทธิมีจำนวน 1,188.7 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 47.7 ล้านบาท หรือ 4.2% เทียบกับงวดเดียวกันปีก่อน ค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยจำนวน 1,001.9 ล้านบาท ลดลง 49.2 ล้านบาท หรือ 4.7% บริษัทและบริษัทย่อยมีสินทรัพย?รวม 212,118.3 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12,451.5 ล้านบาท เทียบกับสิ้นปี 2558 เพิ่มขึ้น 6.2%

ส่วนเงินให้สินเชื่อมีจำนวน 141,343.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8,616.6 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.5% เทียบกับสิ้นปี 2558 โดยสินเชื่อด้อยคุณภาพ (Gross) มีจำนวน 2,494.8 ล้านบาท ลดลง 319.9 ล้านบาท หรือ 11.4% เทียบกับสิ้นปี 2558 อัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพต่อสินเชื่อรวม คิดเป็น 1.61% ขณะที่สินเชื่อด้อยคุณภาพ (Net) มีจำนวน 1,890.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 58.6 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 3.2% อัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพ (Net) คิดเป็น 1.22% ณ วันที่ 30 กันยายน 2559 บริษัทมีค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญจำนวน 3,106.6 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 551.3 ล้านบาท เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2258 หรือเพิ่มขึ้น 21.6%

0 views0 comments