Search

พระบารมีธิคุณในรัชสมัยรัชกาลที่ 9


กว่า 70 ปีรัชสมัยในหลวงรัชกาลที่ 9 แห่งบรมราชวงศ์จักรี พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร นับจากวันเถลิงถวัลยราชสมบัติวันที่ 9 มิถุนายน 2489 ถึงวันเสด็จสวรรคต วันที่ 13 ตุลาคม 2559 กล่าวได้ว่าเป็นห้วงเวลาที่เมืองไทย/คนไทยต้องเผชิญวิกฤตการเมือง/เศรษฐกิจ/สังคมมากมายหลายหลากรูปแบบ จากปัจจัยภายในและภายนอกประเทศส่งผลกระทบเล่นงานชะตากรรมบ้านเมืองชีวิตความเป็นอยู่ผู้คนส่วนใหญ่ ทำเอาเจียนอยู่เจียนไปเกือบเปลี่ยนประวัติศาสตร์โฉมหน้าค่าตาเอกลักษณ์ชาติไทย

รัชสมัยรัชกาลที่ 9 เริ่มต้นภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 (พ.ศ.2484-2488) ยุติลงด้วยชัยชนะของฝ่ายสัมพันธมิตรภายใต้การนำของสหรัฐอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส จีน ต่อฝ่ายอักษะภายใต้การนำเยอรมัน-ญี่ปุ่น ขณะที่เมืองไทยรอดพ้นจากการเป็นชาติแพ้สงครามมาได้ราวปาฏิหาริย์ไม่ต้องตกอยู่ภายในการยึดกุมของชาติชนะสงคราม แต่ไม่ว่าอย่างไรสงครามโลกได้ก่อโศกนาฏกรรมเศร้าสลดสุดแก่มนุษยชาติ ทำร้ายจิตใจผู้คนที่มีชีวิตอยู่กับต้องต่อสู้เพื่อความอยู่รอดอย่างยากลำบากในท่ามกลางซากปรักหักพังมากมาย ต้องได้กำลังใจมหาศาลและใช้กำลังทรัพย์ไม่น้อยในการฟื้นฟูสร้างอนาคตคน/ชาติกันใหม่

เสร็จศึกสงครามโลกครั้งที่ 2 ผู้คนยังไม่ทันตื่นจากฝันร้าย กลับต้องพบกับโลกในยุคสงครามเย็น สงครามการต่อสู้ทางลัทธิการแย่งชิงประชาชนภายใต้การกำกับ 2 ขั้วอภิมหาอำนาจโลกอย่างสหรัฐอเมริกาผู้นำโลกทุนนิยม (เผชิญหน้ากับสหภาพโซเวียตรัสเซียผู้นำโลกคอมมิวนิสต์เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 30 ปีก่อนสิ้นสุดลงด้วยการล่มสลายของหัวขบวนสหภาพโซเวียต ส่งผลให้ประดาท้ายขบวนจำต้องละทิ้งอุดมการณ์ปรับเปลี่ยนทิศทางเข้ากับยุคสมัยโลกและถือได้ว่าเหมือนหนึ่งปาฏิหาริย์ช่วยเมืองไทยรอดพ้นจากสงครามกลางเมือง กับไม่ต้องตกเป็นโดมิโนตัวสุดท้ายต่อจากเวียดนาม ลาว กัมพูชาที่ล้มครืนไปก่อน

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าโลกจะแบ่งเป็นกี่ขั้วกี่ค่ายในห้วงเวลากว่า 70 ปี รัชสมัยรัชกาลที่ 9 เมืองไทยมีการเจริญสัมพันธไมตรีแนบแน่นกับทุกชาติในโลก ได้สมัครเข้าร่วมเป็นสมาชิกองค์การสหประชาชาติหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ตลอดจนองค์กรระหว่างประเทศสำคัญๆ ทั้งเก่า/ใหม่ล่าสุดในโลกตะวันออก-ตะวันตก ปรากฏบทบาทบนเวทีโลกมากมายนับครั้งไม่ถ้วนในเหตุการณ์ประวัติศาสตร์โลก แสดงถึงวิสัยทัศน์มองการณ์ไกลไม่คิดทำลายโอกาสตัวเอง นอกเหนือจากสะท้อนว่าเมืองไทย/คนไทยเป็นที่ยอมรับทั้งในฐานะชาติและบุคคลมีศักยภาพความสามารถน่าเชื่อถือไว้วางใจได้ทัดเทียมอารยประเทศ

ขณะที่การเมืองโลกเต็มไปด้วยความแปรปรวนผันผวน สวิงจากขวาไปซ้าย...ซ้ายไปขวา ย่อมมีทั้งอิทธิพลและผลกระทบต่อระบอบประชาธิปไตยไทยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขที่เพิ่งก่อร่างสร้างตัวหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ดังนั้นกว่า 70 ปีที่ผ่านมาจึงเต็มไปด้วยการทำปฏิวัติรัฐประหาร ยึดอำนาจรัฐบาลมาจากการเลือกตั้ง-การฉีกทิ้งรัฐธรรมนูญ หากแต่เป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองไทยที่ไม่รุนแรงถึงขั้นเลือดตกยางออกบาดเจ็บล้มตายกลายเป็นสงครามกลางเมือง สุดท้ายเมืองการปกครองไทยกลับคืนสู่ระบอบประชาธิปไตยในเวลาไม่นานเกินรอโดยไม่ออกนอกลู่นอกทาง

แน่นอนว่าการเมืองโลกที่ผันผวนสวิงหนักดังกล่าวย่อมส่งโดยตรง/อ้อมต่อภาวะเศรษฐกิจโลก/ไทยตามไปด้วย ไม่ต่างอะไรกับการก่อคลื่นลมพายุมรสุมลูกแล้วลูกเล่าตลอดห้วงเวลากว่า 70 ปีมานี้ที่ต้องเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจหลายหลากรูปแบบ ส่งผลกระทบปากท้องชีวิตความเป็นอยู่ผู้คนและสถานะประเทศชาติอันเกิดจากภัยสงคราม การก่อการร้าย ราคาน้ำมัน ตลาดเงิน/ตลาดหุ้น/ตลาดอสังหาริมทรัพย์พังจากการเก็งกำไรเกินตัวเกินฐานะเกินสภาพความเป็นจริง ลงเอยด้วยภาวะฟองสบู่แตกหลายครั้งหลายหนไม่รู้จักเข็ดหลาบเนื่องเพราะไม่ได้เข้าถึงปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9

กว่า 70 ปีมานี้ถือว่าเมืองไทย/คนไทยโชคดีมากๆแล้วภายใต้พระบารมีธิคุณรัชสมัยรัชกาลที่ 9 และจะโชคดีตลอดไปหากเดินตามรอยพระบาทที่พระองค์ทรงประทานไว้เหมือนดังที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสว่า...ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นเรา คือให้ยึดพระธรรมคำสอนของพระพุทธองค์เป็นหลักหลังเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน


For advertising please call: 02-2534691