stripad tsmbkk 14.75x2.5in .png

“ลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา: อยู่อย่างจงรัก-ตายอย่างภักดี


13 ตุลา 59 วันมหาวิปโยคของปวงชนชาวไทย

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แถลงการณ์ผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจว่า...

"พี่น้องประชาชนชาวไทยที่อยู่ในราชอาณาจักรและในต่างประเทศทั่วโลกทุกท่าน วันที่ชาวไทยทั้งปวงไม่ต้องการแม้แต่จะนึกคิด และไม่ปรารถนาแม้แต่จะได้ยินก็มาถึง เมื่อสำนักพระราชวังได้ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร เสด็จสวรรคตแล้ว ในวันนี้ ณ รพ.ศิริราช ถือว่าเป็นการสูญเสียและความวิปโยคยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของปวงชนชาวไทยทั้งประเทศ…"

ในการแถลงของ พล.อ.ประยุทธ์ ช่วงหนึ่งระบุว่า "พี่น้องประชาชนที่เคารพ ถึงแม้เราจะอยู่ในยามทุกข์โศกน้ำตานองหน้าทั่วกันเพียงใด ประเทศไทยอันเป็นที่รักของพวกเราและของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศต้องดำรงต่อไป อย่าให้การเสด็จสวรรคตครั้งนี้ ทำให้พระราชปณิธานที่จะเห็นราชอาณาจักรของพระองค์มีความเจริญรุ่งเรือง พสกนิกรมีความผาสุกสวัสดี มีเมตตาและไมตรีต่อกันต้องหยุดชะงักลง การจะแสดงความจงรักภักดีและความอาลัยที่ดีที่สุดคือเจริญรอยตามพระยุคลบาท สืบสานพระราชปณิธานที่จะรักษาเอกราช อธิปไตย ความสมบูรณ์พูนสุข และความเจริญรุ่งเรืองของบ้านเมือง ตลอดจนการปฏิบัติตามพระบรมราโชวาท พระราชดำรัสที่เคยพระราชทานไว้ ภารกิจสำคัญที่จะต้องดำเนินการในบัดนี้มี 2 ประการ คือ การดำเนินการให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และตามกฎมนเทียรบาล ว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พ.ศ.2467ตลอดจนตามราชประเพณีในส่วนของการสืบราชสันตติวงศ์ซึ่งสอดคล้องต้องกัน เพื่อให้การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขดำเนินต่อไปอย่าง ต่อเนื่อง"

การเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้แล้วสำหรับประเทศไทย แต่โชคดีที่วันนี้มีนายกฯชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ หรือ ลุงตู่ คอยประคับประครองให้บ้านเมืองเปลี่ยนผ่านไปได้ด้วยความสงบเรียบร้อย แม้จะมีปัญหาติดขัดเกิดขึ้นก็ถือว่าเป็นจำนวนน้อย เมื่อเทียบกับคนส่วนใหญ่ที่แสดงออกในความจงรักภักดีต่อ พระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดช

ด้วยท่าทีที่แข็งกร้าวเฉียบขาดของ พล.อ.ประยุทธ์ นั้นมีภาพของความจงรักภักดีอยู่เต็มเปี่ยม เมื่อขาดเสาหลักของประเทศ จะมีใครที่จะสามารถควบคุมสถานการณ์ยามนี้ไปได้ดีเท่า อย่างกรณีที่รัฐบาลขอความร่วมมือฟรีทีวี-Online TV ทุกช่องให้งดออกอากาศรายการปกติเป็นเวลา 30 วัน และให้ดึงสัญญาณจากโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทยผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนออกอากาศพระราชกรณียกิจ เพื่อแสดงความไว้อาลัยเป็นเวลา 30 วัน ตลอด 24 ชั่วโมง โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 14 ต.ค.เป็นต้นไป

ต่อมา พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ออกมาชี้แจงว่า หลังจากการถ่ายทอดสดพิธีอัญเชิญพระบรมศพพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศไปยังพระบรมมหาราชวังในเสร็จสิ้น (หลังเที่ยงคืน 14 ต.ค.) สถานีโทรทัศน์แต่ละช่องจะออกอากาศรายการปกติที่มีเนื้อหาและรูปแบบที่เหมาะสมกับสถานการณ์ สลับกับการถ่ายทอดความรู้สึกของคนไทย และพระราชกรณียกิจที่อยู่ในความทรงจำของประชาชน รวมทั้งถ่ายทอดสดพระราชพิธีอันเกี่ยวเนื่องกับงานพระบรมศพ ผ่านทางโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจเป็นลำดับไป

แม้แต่การถอดพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดช ตามสถานที่ต่างๆ หลังกระแสโซเชียสออกมาวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก ประชาชนส่วนใหญ่รับไม่ได้กับการเปลี่ยนแปลง พล.อ.ประยุทธ์ ก็ออกมาดับกระแสด้วยการยืนยันว่ารัฐบาลไม่เคยสั่งให้ถอดพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดช แต่การใช้ถ้อยคำบางอย่างใต้พระบรมฉายาลักษณ์ที่เคยใช้มาแต่เดิม อาจไม่เหมาะสม เช่น คำว่า ทรงพระเจริญ หรือ ทีฆายุโก โหตุ มหาราชา ก็อาจเปลี่ยนเฉพาะถ้อยคำ หรือข้อความ และหากต้องเปลี่ยนพระบรมฉายาลักษณ์ หรือติดผ้าดำขาว ให้ทำต่อเนื่องกับการนำพระบรมฉายาลักษณ์เดิมออกและการติดตั้งพระบรมฉายาลักษณ์ใหม่ อย่าให้มีช่องว่างเป็นอันขาด ให้ส่วนราชการทุกแห่งปฎิบัติตามนี้โดยเคร่งครัด ขณะที่ กทม. ได้คืนภาพพระบรมฉายาลักษณ์ กลับคืนซุ้มเฉลิมพระเกียรติ บนถนนราชดำเนินแล้ว โดยได้ปรับพระบรมฉายาลักษณ์เป็นสีขาวดำ เพื่อร่วมถวายความอาลัยตลอดแนวถนน

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์ ใช้เรียกความเชื่อมั่น ความมั่นใจของคนในชาติกลับคืนมา โดยจะลบเลือนเรื่องความขัดแย้งต่างๆ นานาออกไป ทั้งหมดนี้ล้วนอยู่ในสถานการณ์อันเรียกว่าเป็นระยะเปลี่ยนผ่านนั่นเอง

หากย้อนกลับมาดูเส้นทางชีวิต พล.อ.ประยุทธ์ พบว่า พล.อ.ประยุทธ์ เรียนหนังสือที่โรงเรียนวัดนวลนรดิศ ก่อนจะสอบเข้าเป็นนักเรียนเตรียมทหารรุ่น 12 และนักเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า รุ่น 23 ชีวิตราชการทหาร พล.อ.ประยุทธ์ เริ่มต้นที่กรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ ก่อนจะย้ายไปสังกัดกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ และก้าวขึ้นดำรงตำแหน่งรองแม่ทัพภาคที่ 1 ในเวลาต่อมา

กระทั่งประเทศไทยเกิดการรัฐประหาร เมื่อปี พ.ศ.2549 ที่นำโดย พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน พล.อ.ประยุทธ์ ได้รับการแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติและแม่ทัพภาคที่ 1 ในครั้งนั้นด้วยเช่นกัน กระทั่งต่อมาในปี พ.ศ. 2553 พล.อ.ประยุทธ์ จึงได้รับตำแหน่งที่สำคัญที่สุดตำแหน่งหนึ่ง นั่นก็คือ ผู้บัญชาการทหารบก สืบต่อจาก พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา นายทหารรุ่นพี่นั่นเอง ระหว่างการดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะ "ทหารเสือราชินี" ได้ปฏิบัติหน้าที่สำคัญในฐานะนายทหารหลายต่อหลายภารกิจ อาทิ มหาอุทกภัยปี 54 วาตภัยในพื้นที่ภาคใต้

ทุกภารกิจ พล.อ.ประยุทธ์ ปฏิบัติหน้าที่ ด้วยท่าทีที่แข็งกร้าว ดุดัน ไม่เว้นแม้การให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน หลายต่อหลายครั้งที่มักเห็นภาพการให้สัมภาษณ์ด้วยถ้อยคำที่ตรงไปตรงมา แต่เหล่าผู้สื่อข่าวต่างก็ทราบดีว่าในความดุดันนั้นยังคงแฝงด้วยรอยยิ้มในมุมปากแทบทุกครั้ง กระทั่งการทำรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2557 ส่งผลให้ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องนั่งควบเก้าอี้ หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช.เพิ่มอีกตำแหน่งหนึ่ง ซึ่งเป็นภารกิจอันใหญ่หลวง เต็มไปด้วยความรับผิดชอบมากมาย

ดังนั้น จึงเชื่อว่าพล.อ.ประยุทธ์ จะสามารถนำพาคนในชาติให้ผ่านพ้นห้วงวิปโยคโศกเศร้านี้ไปได้ สมกับการเป็นนายกฯผู้อยู่อย่างจงรัก ตายอย่างภักดี

ขอขอบคุณรูปจาก http://www.econnews.co.th

3 views0 comments