พระมหากรุณาธิคุณปกเกล้าฯ

ในชีวิตของผมตั้งแต่เกิดมาไม่เคยมีวันไหนที่รู้สึกว้าเหว่เศร้าสลดเสียใจเหมือนวันที่ทราบข่าวว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้เสด็จสวรรคตแล้ว แต่ถ้าใครให้บรรยายความรู้สึกมากกว่านี้ก็คงอธิบายไม่ได้ เพราะเป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นในใจที่อธิบายเป็นคำพูดไม่ได้

พระเจ้าอยู่หัวพระองค์นี้ทรงเสด็จขึ้นครองราชย์สมบัติก่อนผมเกิดเพียง 2 ปี ตอนที่ผมยังเป็นเด็กก็เฝ้าติดตามข่าวการเสด็จเยี่ยมประชาชนในต่างจังหวัด ได้เห็นภาพที่พระองค์และสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ ทรงนั่งลงรับฟังความทุกข์ของประชาชนของพระองค์ ได้เห็นชาวบ้านนำสิ่งของเท่าที่จะหาได้มาถวายถึงพระหัตถ์ของพระองค์ท่าน ได้เห็นคนจับพระหัตถ์ของพระองค์มาวางบนศีรษะของตนเองเพื่อความเป็นสิริมงคล บางทีมีโอกาสได้เห็นพระองค์ท่านทรงขับรถไปเยี่ยมประชาชนในที่ทุรกันดารด้วยพระองค์เอง แค่นี้ก็ทำให้เกิดความรักและความจงรักภักดีในพระองค์ ทั้งๆ ที่ตอนนั้นยังไม่ตระหนักถึงความสำคัญของพระราชกรณียกิจที่ทรงทำให้ชาวบ้านเหล่านั้นมีชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นจากการที่ได้เสด็จฯไปเยือน

นอกจากภาพการเสด็จฯไปเยี่ยมประชาชนแล้ว ยังจำได้ถึงภาพการเสด็จฯไปต่างประเทศของในหลวงและพระราชินี ซึ่งทุกประเทศที่เสด็จฯไปเยือนได้ถวายการต้อนรับอย่างสมพระเกียรติ จำได้ว่าตอนเสด็จฯกรุงนิวยอร์ก มีการโปรยกระดาษลงจากยอดตึกระฟ้าลงมาที่ขบวนเสด็จ ซึ่งเป็นการให้เกียรติบุคคลสำคัญตามธรรมเนียมของชาวเมืองนิวยอร์กและวีรบุรุษของคนอเมริกัน เช่น นายพลไอเซ็นฮาว ซึ่งเป็นประธานาธิบดีของสหรัฐในขณะนั้น และนายพลแม็คฮาเธอร์ เป็นต้น

คนรุ่นผมตอนที่เรียนหนังสือในมหาวิทยาลัย มีวันสำคัญวันหนึ่งในรอบปีที่ทุกคนรอคอยให้มาถึง คือ วันทรงดนตรี เป็นวันที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถจะเสด็จฯมาทรงดนตรีที่มหาวิทยาลัย และจะทรงพูดคุยถึงเรื่องต่างๆ อย่างเป็นกันเองกับนักศึกษา และครูบาอาจารย์ของมหาวิทยาลัย

ทุกครั้งดูเหมือนว่าพระองค์ท่านจะทรงทราบเรื่องลึกๆ ภายในมหาวิทยาลัยและทรงนำมาเป็นจุดสนทนาเชื่อมโยงกับเหตุการณ์บ้านเมือง ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม อย่างกลมกลืนและเข้าถึงชีวิตจิตใจของนักศึกษาที่แออัดกันอยู่ในหอประชุมของมหาวิทยาลัย ทำให้นักศึกษาอดไม่ได้ที่จะส่งเสียงเฮฮาอย่างมีความสุขและปรบมือให้พระองค์ท่านไม่ขาดระยะ ภาพเหล่านั้นยังอยู่ในความทรงจำของผมอย่างไม่มีวันลืมเลือน

พระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อนักศึกษาอีกเหตุการณ์หนึ่งที่คนรุ่นผมคงจะลืมเลือนไม่ได้ คือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อมีการใช้ความรุนแรงกับนักศึกษาที่ออกมาประท้วงในวันที่ 14 ต.ค. 2516 รอบพระราชวังสวนจิตรลดา ได้ทรงให้เปิดประตูรั้วพระราชวังให้นักศึกษาที่ถูกปราบปรามด้วยความรุนแรงเข้าไปในพระราชวัง จนเหตุการณ์สงบลงด้วยพระบารมีปกเกล้าฯ

ผมเล่าเหตุการณ์นี้เพราะเผอิญตอนนั้นเป็นนักศึกษาอยู่ในเหตุการณ์ด้วยคนหนึ่ง ถึงแม้จะไม่อยู่ในที่เกิดเหตุริมพระราชวัง แต่มีเพื่อนรุ่นเดียวกันหลายคนมาเล่าให้ฟังว่า ถ้าไม่ใช่เพราะมีการเปิดประตูรั้วพระราชวังสวนจิตรลดาให้นักศึกษาซึ่งกำลังแออัดกันอยู่เพราะถูกบีบให้เข้ามารวมกัน ณ ที่นั้นแล้ว อาจจะมีนักศึกษาจำนวนมากบาดเจ็บล้มตายเพิ่มขึ้นอีกนับสิบหรือร้อยคน เพราะความชุลมุนวุ่นวายที่เกิดขึ้นในขณะนั้น

ผมเองมีบ้านพักอยู่ใกล้ชุมชนหลายชุมชนริมคลองด้านตะวันออกของกรุงเทพฯ ใกล้สนามบินสุวรรณภูมิ ชาวบ้านส่วนใหญ่ซึ่งเป็นชาวอิสลามยังยากจน เวลาผมไปวิ่งหรือไปเดินริมคลองตามทางเดินคอนกรีตที่เขาทำไว้ให้ชาวบ้านเดินสัญจรไปมา จะเห็นชาวบ้านทอดแห ยกยอ อยู่ริมคลองทั่วไป ผมถามเขาว่าทอดแหจับปลาอะไรได้บ้าง เขาจะบอกว่า ส่วนใหญ่จะได้ปลานิลตัวอ้วนๆ ไปทำกิน แม้แต่เด็กๆ ก็ใช้ไม้ซางเป่าลูกดอกใส่ปลานิลที่ว่ายมาอยู่ริมบ่อใส่กระป๋องกลับบ้านกินเป็นอาหาร

ท่านเชื่อไหมครับว่า ปลานิลที่ชาวบ้านจับมากินจากคลองนั้นสืบเชื้อสายมาจากปลาที่สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ เมื่อยังทรงดำรงพระอิสริยยศมกุฎราชกุมารแห่งญี่ปุ่น ทรงจัดส่งมาทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เมื่อวันที่ 25 มี.ค. 2508 เพียง 50 ตัว และได้ทรงโปรดเกล้าฯให้เลี้ยงในบ่อภายในพระราชวังสวนจิตรลดา แล้วหลังจากนั้นก็โปรดฯให้กรมประมงขยายพันธุ์ออกไปจนแพร่หลายกลายเป็นธุรกิจมีฟาร์มเลี้ยงและขยายพันธุ์ในแหล่งน้ำธรรมชาติ กลายเป็นปลาที่ชาวบ้านจับมาเป็นอาหารช่วยค่าครองชีพจนถึงทุกวันนี้ คิดเป็นมูลค่าคงไม่ต่ำกว่าระดับแสนล้านบาท

สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ผมได้เห็นได้สัมผัสด้วยตัวเองที่นำมาเล่าสู่กันฟัง ก็เพื่อระบายความเศร้าเสียใจและความว้าเหว่ ส่วนพระมหากรุณาธิคุณอื่นๆ อีกมากมาย รวมทั้งการที่ทรงใช้พระบารมีคลี่คลายปัญหาทางการเมืองที่ประชาชนคนไทยจะต่อสู้กันเองอีก 2-3 ครั้งนั้น ท่านผู้อ่านคงทราบกันดีอยู่ด้วยจึงไม่ขอนำมาเล่าซ้ำอีก

0 views0 comments