ประกันภัยข้าวมีหนาว..ลุ้นน้ำท่วม - เคลมถล่ม


แม้เป็นช่วงปลายมรสุม แต่เกษตรกรทั่วประเทศและธุรกิจประกันภัยยังต้องร่วมลุ้นกันเกือบตลอดเวลาว่าภาวะฝนถล่มทลายกระจายในหลายพื้นที่จะสร้างความเสียหายให้กับพืชผลที่เพาะปลูกให้ได้รับเสียหายมากน้อยแค่ไหน เฉพาะอย่างยิ่งข้าวนาปีที่อีกไม่ถึง 2 เดือน ก็จะได้เวลาเก็บเกี่ยวผลผลิตกันแล้ว

ในขณะที่ธุรกิจประกันภัยอาจใจชื้นขึ้นมาบ้างที่เห็นตัวเลขพื้นที่ปลูกข้าวนาปีมีการทำประกันภัยเกือบ 27 ล้านไร่ จากจำนวนเกษตรกร 1.5 ล้านรายทั่วประเทศ แม้จะต่ำกว่าเป้าหมายที่ภาครัฐวางไว้ 30 ล้านไร่ แต่ก็ถือว่าเป็นจำนวนที่เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปี 2558 ที่มีการทำประกันภัยเพียง 1.5 ล้านไร่

กระนั้นก็ตาม ด้วยวงเงินเอาประกันภัยกว่า 3 หมื่นล้านบาท เมื่อเทียบกับจำนวนเบี้ยประกันที่รับเข้ามาเกือบ 2,700 ล้านบาท อาจไม่ใช่เรื่องน่ายินดีนัก ถ้าหากเกิดความเสียหายที่ยังประเมินไม่ได้ขึ้นมาจำนวนมาก เพราะปรากฎการณ์ภัยธรรมชาติร้ายแรงนั้น นับวันจะมีแนวโน้มรุนแรงและเกิดบ่อยมากขึ้นเรื่อยๆ

นายอานนท์ วังวสุ นายกสมาคมประกันวินาศภัยไทย กล่าวว่าตามที่บริษัทสมาชิกสมาคม16 แห่ง ให้ความร่วมมือกับภาครัฐในการเป็นผู้บริหารจัดการความเสี่ยงภัยธรรมชาติด้านการเพาะปลูกให้กับเกษตรกร ในโครงการประกันภัยข้าวนาปี ปีการผลิต 2559 ซึ่งมีเกษตรกรทำประกันภัยข้าวนาปี เป็นจำนวนกว่า 1.5 ล้านราย มีพื้นที่เอาประกันภัยกว่า 27 ล้านไร่ โดยมีทุนเอาประกันภัยรวมทั้งสิ้น ประมาณ 3 หมื่นล้านบาทนั้น

ปรากฏว่าจากสถานการณ์ฝนตกหนักในหลายพื้นที่ สร้างความเสียหายให้กับเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปีเป็นจำนวนมาก ทางสมาคมได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดมาโดยตลอด เพื่อเตรียมความพร้อมในการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้กับชาวนาที่ได้รับความเสียหายจากภัยน้ำท่วมที่เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว โดยตั้งแต่ปีการเพาะปลูก 2558 เป็นต้นมา สมาคมได้พัฒนาระบบการเชื่อมข้อมูลการทำประกันภัยข้าวนาปีกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และเชื่อมข้อมูลการขึ้นทะเบียนเกษตรกรและรายงานข้อมูลความเสียหายรายแปลง

ในพื้นที่ที่รัฐประกาศเป็นเขตภัยพิบัติกับกรมส่งเสริมการเกษตร ทำให้มีระบบข้อมูลที่สมบูรณ์พร้อมในการพิจารณาจ่ายค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ให้กับเกษตรกรได้อย่างถูกต้อง รวดเร็ว

ล่าสุด ได้พัฒนาแอปพลิเคชั่น “มะลิ” ซึ่งเกษตรกร ผู้เอาประกันภัย และ ธ.ก.ส. สามารถเข้ามาใช้ตรวจสอบสถานะการประกันภัยและสถานะการพิจารณาค่าสินไหมได้ด้วยตนเองผ่านโทรศัพท์มือถือ ที่ rice.tgia.org ตลอด 24 ชั่วโมง โดยถ้าสมาคมได้ตรวจสอบข้อมูลเสร็จสิ้นแล้ว ในกรณีที่มีการจ่ายค่าสินไหม จะสามารถโอนเงินไปที่บัญชีธนาคารของเกษตรกรผู้เอาประกันภัยทันที

ทั้งนี้ สมาคมได้เฝ้าติดตามสถานการณ์ภัยธรรมชาติอย่างใกล้ชิดและพร้อมจ่ายค่าสินไหมให้กับเกษตรกรที่ทำประกันภัยข้าวนาปีที่อยู่ในเขตการประกาศภัยพิบัติของรัฐ เพื่อให้มั่นใจว่าเกษตรกรจะได้รับการชดใช้สินไหมตามกรมธรรม์อย่างรวดเร็ว โดยเกษตรกรที่ทำประกันภัยข้าวนาปี ปีการผลิต 2559 จะได้รับความคุ้มครองสำหรับความเสียหายจากภัยธรรมชาติ จำนวน 1,111 บาท/ไร่ และความเสียหายจากศัตรูพืช/โรคระบาด จำนวน 555 บาท/ไร่

ก่อนหน้านั้น นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) กล่าวว่าตามมติ ครม.21 มิ.ย.2559 เห็นชอบในการช่วยเหลือเกษตรกรที่ปลูกข้าวนาปี ปีการผลิต 2559/60 โดยมีพื้นที่เป้าหมายในการเอาประกันภัย จำนวน 30 ล้านไร่ทั่วประเทศนั้น คปภ. และในฐานะที่ตนได้รับแต่งตั้งเป็นรองประธานคณะทำงานขับเคลื่อนการปฏิรูปการประกันภัยพืชผล ที่มี นางสาวพจนีย์ ธนวรานิช เป็นประธานคณะทำงาน ได้มีข้อเสนอไปยังสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ซึ่งต่อมาได้เสนอต่อรัฐบาลให้ประกาศว่าการประกันภัยพืชผลเป็น “วาระแห่งชาติ”

รวมทั้งเสนอให้มีการจัดทำกฎหมายโดยเฉพาะ เพื่อวางกรอบกติกาเกี่ยวกับการประกันภัยพืชผลอย่างเป็นระบบ พร้อมเสนอให้มีการตั้งคณะกรรมการกำหนดนโยบายประกันภัยพืชผลระดับชาติและคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการประกันภัยพืชผลทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของเกษตรกรให้ได้มากที่สุดอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม การที่มีเกษตรกรทำประกันภัยกว่า 1.5 ล้านราย พื้นที่เอาประกันเกือบ 27 ล้านไร่ หมายถึงว่าจะต้องเตรียมรองรับบริการหลังการขาย หรือระบบการเคลมให้กับเกษตรกรเหล่านี้ หากเกิดภัยตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในกรมธรรม์ ซึ่งในส่วนของ คปภ.เตรียมรองรับ โดยจัดตั้งศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทด้านประกันภัยไว้แล้วในส่วนกลาง และได้ประสานกับทาง ธ.ก.ส. และสมาคมประกันวินาศภัยไทยให้เตรียมระบบไว้รองรับให้ทั่วถึงในส่วนภูมิภาคด้วย

กรมธรรม์ประกันภัยข้าวนาปี ปีการผลิต 2559 สำหรับรายย่อย (ไมโครอินชัวรันส์) มีอัตราเบี้ยประกันภัย 100 บาท/ไร่ โดยเกษตรกรในพื้นที่ภาคใต้สามารถซื้อกรมธรรม์นี้ได้จนถึงวันที่ 15 ธันวาคม 2559 ส่วนพื้นที่อื่นปิดการซื้อขายไปเมื่อวันที่ 31 ส.ค.ที่ผ่านมา ประเมินเบื้องต้นว่าทั่วประเทศน่าจะแตะหลัก 27 ล้านไร่

0 views0 comments

For advertising please call: 02-2534691