ซื้อหุ้นไทย... รอปลายปีดีที่สุด


รอขายเพื่อซื้อกลับ ! แม้ว่าในช่วงต้นสัปดาห์นี้ SET จะดีดกลับขึ้นมาได้บ้างตามตลาดหุ้นภูมิภาค หลังที่มีกระแสข่าวออกมาว่า ดอยซ์แบงก์ ใกล้บรรลุข้อตกลงกับทางการสหรัฐในการลดการจ่ายค่าปรับเหลือเพียง 5,400 ล้านดอลลาร์ จากเดิมที่ต้องจ่ายสูงถึง 14,000 ล้านดอลลาร์ แต่อย่างที่ “นายหมูบิน” ได้เรียนไปในสัปดาห์ที่แล้วว่า ยังคงมีโอกาสที่ SET จะปรับตัวขึ้นตามปัจจัยตามฤดูกาล หรือ Seasonality เพราะปีนี้เป็นปีที่ดีมากๆ เนื่องจากตลาดหุ้นสหรัฐจะมีกระแส Pre-Election Rally เข้ามาเป็นอีกหนึ่งปัจจัยหนุนด้วย ซึ่งจะช่วยเสริมกับประเด็นของ Seasonality ที่สถิติในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาระบุชัดเจนว่าดัชนี MSCI World (ตลาดหุ้นโลก), S&P500 (สหรัฐ) และ MSCI Asia ex Japan (เอเชีย) ปรับตัวขึ้นทุกปีในเดือนตุลาคมดังกล่าว หรือมี Winner Percentage สูงถึง 100% ทีเดียว

ขณะที่ในเชิงเทคนิค “นายหมูบิน” ยังคงต้องขอยืนยันมุมมองเดิมว่าในรายเดือน หรือ Monthly SET จำเป็นต้องกลับไปปิดเหนือ 1,510 จุดให้ได้อีกครั้ง เพื่อกลับไปยืนบนเส้น Uptrend Line ที่เคยหลุดลงมาตั้งแต่วันที่ 8 ก.ย. 2559 ซึ่งถ้าทำได้จะทำให้สัญญาณการพักฐานในรอบที่ผ่านมาล้มเหลว และในช่วงที่เหลือของปี 2559 นั้น SET มีโอกาสดีดตัวขึ้นไปที่บริเวณ 1,560 จุด (ในกรณีแย่ที่สุด หรือ Worst Case) , 1,610 จุด (ในกรณีปกติ หรือ Base Case) และ 1,640 จุด (ในกรณีดีที่สุด หรือ Best Case)

แต่ในทางตรงกันข้ามตราบใดที่ SET ยังคงไม่สามารถกลับไปปิดเหนือ 1,510 จุดได้ให้นักลงทุนตั้งสมมติฐานไว้ก่อนว่าการพักฐานในระยะสั้นยังคงไม่จบ และยังคงไม่ควรเข้ามารับความเสี่ยงเพิ่ม เพราะถ้า SET ถอยตัวลงมาปิดสัปดาห์ต่ำกว่า 1,480 จุดอีกครั้ง บริเวณเส้นค่าเฉลี่ย EMA 200 วันที่ 1,440 จุดจะทำหน้าที่เป็นแนวรับที่สำคัญมากๆต่อไปทันที

คำถามคือ SET มีโอกาสลงไปต่ำกว่า 1,440 จุดได้หรือไม่ในช่วงที่เหลือของปี 2559… คำตอบคือมี!

ถ้าพิจารณาจากโอกาสที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมเดือน ธ.ค.2559 และปัจจัยตามฤดูกาล หรือ Seasonality ที่ตัวเลขสถิติ 3 ปีที่ผ่านมา (2556-2558) พบว่าตลาดหุ้นไทยมักจะเสีย Momentum หรือปรับตัวลงทุกปีในเดือน พ.ย. และ ธ.ค. เฉลี่ย -2.3% และ -5.5% ตามลำดับ โดยมี Winner Percentage ที่ 0% ขณะที่ในเชิงเทคนิคกรณีที่ SET ถอยตัวลงมาปิดต่ำกว่า 1,440 จุดอีกครั้ง จะเป็นการยืนยันว่าการพักฐานของ SET ยังไม่จบ และ SET จำเป็นต้องลงไปจบ Wave C ที่บริเวณ Fib Node 1.618 บริเวณ 1,350 จุดอีกครั้ง เหมือนอย่างที่ “นายหมูบิน” ได้เรียนไปในสัปดาห์ที่แล้ว

ดังนั้นในเชิงกลยุทธ์ “นายหมูบิน” มองว่าถ้า SET ขึ้นต่อในเดือน ต.ค.2559 จะเป็นโอกาส ขายมากกว่าซื้อ ส่วนมุมมองของการซื้อหุ้น รวมทั้ง LTF และ RMF ไปรอในช่วงเดือน พ.ย.-ธ.ค.2559 น่าจะเหมาะสมกว่า

ใน ASEAN เงินทุนเริ่มไหลเข้าพันธบัตรมากกว่าหุ้น ! : แน่นอนว่าการปรับตัวขึ้นมาของตลาดหุ้นเอเชีย และไทยในสัปดาห์ที่ผ่านมา ประเด็นหลักที่ตลาดให้ความสนใจคงจะหนีไม่พ้นผลของการประชุมอย่างไม่เป็นทางการของ OPEC เรื่องการลดกำลังการผลิตน้ำมันดิบลงมาที่ระดับ 32.5-33.0 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือคิดเป็น 0.75-1.0 ล้านบาร์เรลต่อวัน แม้ว่าจะไม่ได้มีการระบุว่าประเทศใดจะเป็นผู้ลดกำลังการผลิต ซึ่งต้องเป็นข้อตกลงในช่วงถัดไป ในการประชุมอย่างเป็นทางการของกลุ่ม OPEC ที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 30 พ.ย.2559 แต่ก็ส่งสัญญาณบวกต่อ Supply ของน้ำมันดิบ และเป็นการตกลงที่จะลดกำลังการผลิตครั้งแรกในรอบ 8 ปี ขณะที่ปัจจัยในประเทศมีประเด็นบวกเข้ามาสนับสนุนจากการรายงานตัวเลขนำเข้าส่งออก โดยที่ตัวเลขการส่งออกประกาศมาเพิ่มขึ้น 6.5% YoY ดีกว่าที่ Consensus คาดว่าจะลดลง 3.0% ขณะที่ในด้านของตัวเลขนำเข้าประกาศออกมาลดลงเพียง 1.5% YoY ในขณะที่ Consensus คาดว่าจะลดลงถึง 7.3% YoY

ขณะที่อีกประเด็นที่ “นายหมูบิน” มองว่าน่าสนใจคือทิศทางของค่าเงิน โดยที่ในสัปดาห์ที่ผ่านมาทิศทางของดัชนีค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ หรือ US Dollar index เคลื่อนไหวค่อนข้าง Sideway แม้ว่าจะมีการรายงานตัวเลขการจ้างงานที่ดีขึ้นประกอบกับตัวเลขขอรับสวัสดิการว่างงานที่ออกมาต่ำกว่าที่ตลาดคาด แต่ดัชนีค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ หรือ US Dollar index ไม่ได้ตอบสนองประเด็นดังกล่าวเท่าใดนัก ในขณะที่ดัชนีค่าเงินดอลลาร์เอเชีย หรือ JP Morgan Asian dollar index นั้นมีการปรับตัวแข็งค่าขึ้นในอาทิตย์ที่ผ่านมา โดยที่ค่าเงินบาทได้มีการแข็งค่าขึ้นในทิศทางเดียวกันด้วย สะท้อนให้เห็นถึงกระแสเงินทุน หรือ Fund Flows ที่ยังคงไหลเข้ามาในภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ดีถ้าไปพิจารณาในกลุ่มของ ASEAN เป็นราย Asset Class จะพบว่าในสัปดาห์ที่ผ่านมามีกระแสเงินทุนไหลเข้าตลาดพันธบัตรของไทยและอินโดนีเซียค่อนข้างมาก ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลมีการปรับตัวลงในทุกช่วงเวลา ในขณะที่ด้านของตลาดหุ้น พบว่าแรงซื้อของนักลงทุนต่างชาติในตลาดหุ้นไทยเริ่มชะลอตัวลงแล้ว โดยที่ในสัปดาห์ที่ผ่านมานักลงทุนต่างชาติกลับมาขายสุทธิในตลาดหุ้นไทยถึง 4 ในจำนวนทั้งหมด 5 วันทำการ

ทั้งนี้ถ้าพิจารณาตลาดหุ้นไทยเป็นรายกลุ่มหลักทรัพย์ จะพบว่าหุ้นกลุ่มสื่อสารถูกนักลงทุนต่างชาติขายสุทธิผ่าน NVDR มากที่สุดในสัปดาห์ที่ผ่านมา ตามมาด้วยกลุ่มขนส่ง, ปิโตรเคมี และโรงพยาบาลตามลำดับ อย่างไรก็ดีหุ้นที่ถูกขายออกมาหนักที่สุดกลับเป็น BBL ตามมาด้วย AOT, PTTGC, INTUCH และ BDMS ตามลำดับ ขณะที่กลุ่มหลักทรัพย์ที่นักลงทุนต่างชาติยังคงซื้อสุทธิอยู่มากที่สุด ได้แก่ค้าปลีก, พลังงาน, หลักทรัพย์ และรับเหมาก่อสร้าง

ในส่วนของกลยุทธ์ สำหรับการลงทุนระยะสั้น (ไม่เกิน 1 สัปดาห์) กรณีที่ SET ปิดเหนือ 1,480 (+/-5) จุดได้ แนะนำ “อ่อนตัวซื้อเก็งกำไร” ในหุ้น PTT, PTTGC, TOP, BDMS, ROBINS, MINT, CPN, AAV, AOT, CK, SCB และ KBANK ขณะที่กรณีตรงข้ามที่ SET กลับมาปิดต่ำกว่า 1,480 (+/-5) จุดอีกครั้ง เพื่อลดความเสี่ยง ควรกลับมา “ถือเงินสด” หรือ “Wait and See” ไปก่อน

สำหรับการลงทุนระยะกลาง (1-3 เดือน) ในลักษณะ Long-Only แนะนำ “คงสัดส่วนการลงทุนในหุ้นมาอยู่ที่ระดับ 75% ของพอร์ต”

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงแค่ความเห็นส่วนตัวของผมนะครับ โปรดใช้วิจารณญาณ และศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนการตัดสินใจลงทุนด้วยครับ สำหรับการพูดคุยกันระหว่างสัปดาห์นอกจากทาง Facebook ที่ www.facebook.com/moobin.stockmania และ e-mail ที่ moobin.stockmania@gmail.com แล้ว แฟนๆยังสามารถติดตามมุมมองเกี่ยวกับการลงทุนจาก “นายหมูบิน” ได้ทาง FM 101 ทุกวันอาทิตย์ในรายการ ”เซียนเศรษฐกิจ” เวลา 10.00-12.00 น.เช่นเดิมครับ

ภาพประกอบ : การวิเคราะห์ตลาดหุ้นไทยในทางเทคนิครายสัปดาห์ (Weekly)

Source: Wealth Hunters Club

0 views0 comments