Search

ส่งออก บริโภคเพิ่ม ดีกับตลาดหุ้น


ส่งออก บริโภคเพิ่ม ดีกับตลาดหุ้น

ในช่วงเวลานี้นักเก็งกำไรที่พูดว่าตลาดไม่มีปัจจัยบวกกระตุ้น คงไม่จริงเสียแล้ว เพราะที่ผ่านมามีการรายงานปัจจัยบวกจากการส่งออกของไทยในเดือน ส.ค.59 ที่มีมูลค่ามากถึง 18,825 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นการขยายตัวเพิ่ม 6.5% พลิกกลับมาเป็นบวกเป็นครั้งแรกในรอบ 5 เดือน ส่วนการนำเข้ายังลดลง 1.5% ทำให้ผลการค้าระหว่างประเทศของไทยยังคงเกินดุลการค้า 2,128 ล้านดอลลาร์ คิดเป็นเงินบาทก็มากว่า 7 หมื่นล้านบาท เท่ากับยังคงมีกำไรจากการค้าระหว่างประเทศสูงมาก และหากนับรวม 8 เดือนที่ผ่านมา ไทยก็มีการเกินดุลการค้าไปมากถึง 15,384 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นเงินบาทก็เท่ากับได้กำไรมากกว่า 520,000 ล้านบาท อย่างนี้จะพูดว่าไม่มีอะไรดีได้อย่างไร นอกจากนี้ทางธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (ADB) ยังกลับมาปรับเพิ่ม GDP ของไทยในปี 2559 นี้จากเดิม 3% มาเป็น 3.2% และมองปีหน้า 2560 จะเติบโตเป็น 3.5% ด้วย ที่น่าสนใจมากคือการบริโภคภาคเอกชนมีการขยายตัวดีมาก เท่ากับหนุนให้ธุรกิจในตลาดมีกำไรเพิ่มมากในครึ่งปีหลังไปด้วย จึงต้องนับเป็นปัจจัยบวกที่ดีกับตลาดโดยตรง นักลงทุนที่ยึดหลักการลงทุนด้านพื้นฐาน น่าจะมองออกว่าทิศทางตลาดจะเติบโตได้ดีอย่างไร การเลือกลงทุนในหุ้นพื้นฐานที่ดีก่อน ย่อมได้รับประโยชน์มากในอนาคต ส่วนการเก็งกำไรจะตามมาเมื่อนักลงทุนทุกกลุ่มมีความรู้และเข้าใจมากขึ้น

เบิกจ่ายรัฐสูง บริโภคกระเตื้อง ส่งออกฟื้น ลงทุนจะตามมา

หากเชื่อว่าตลาดหุ้นและราคาหุ้นต้องอิงอยู่กับความเป็นจริงของพื้นฐาน ส่วนปริมาณเงินและการไหลของเงินเข้าออกที่ค่อนข้างรวดเร็ว เป็นเรื่องของการเก็งกำไร ในมุมมองทางพื้นฐานก็ต้องกลับมาดูปัจจัยที่จะทำให้มีเงินไหลเวียนมากขึ้นว่ามาจากอะไร ในแง่ของการเก็งกำไรคงไม่ต้องพิจารณามากนัก แค่ดุว่าจะมีเงินก้อนใหญ่อยู่ที่ไหนและจะมีการเคลื่อนย้ายเร็วหรือช้า ก็สามารถเก็งกำไรได้มากแล้ว เนื่องจากเชื่อได้ว่าบรรดานักเก็งกำไรทางการเงินจะต้องมองแหล่งที่จะทำเงินได้เร็วและมากเสมอ นั่นคือการเข้าเก็งกำไรในตลาด จะเป็นตลาดหุ้น ตลาดตราสารหนี้ ตลาดทองคำ หรือตลาดอัตราแลกเปลี่ยนก็ได้ เงินพวกนี้จะไหลเข้ามาเก็งกำไรได้ทุกเวลา ส่วนเงินที่จะเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นจริงๆ ที่หวังผลตอบแทนที่เป็นจริงมากกว่าเก็งกำไรอย่างเดียว ก็จะต้องมีการไตร่ตรองพิจารณาในด้านพื้นฐานมากกว่า ดังนั้น จึงต้องพิจารณาว่าจะมีเงินประเภทนี้มาจากที่ใด

หากดูจากภายในประเทศจะพบว่าขณะนี้รัฐบาลแสดงเจตนาที่ชัดเจนมากว่าจะพยายามผลักดันให้เศรษฐกิจไทยเติบโตดีอย่างต่อเนื่อง จึงมีการเร่งรัดให้มีการใช้จ่ายเงินในงบประมาณปี 2560 ให้ได้มากที่สุด ดังนั้น ในระยะแรกนี้จะพบว่าการใช้จ่ายภาครัฐจะเป็นปัจจัยหลักในการกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยนำแผนการลงทุนมูลค่า 5,400 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 1.8 แสนล้านบาท ภายใต้แผนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของไทยปี 2558-2565 ซึ่งจะทำให้มีการลงทุนอย่างต่อเนื่อง ผลออกมาครึ่งปีแรกเศรษฐกิจไทยโตได้ 5.4% และทำให้การบริโภคกระเตื้องขึ้นมาด้วย และที่น่าสนใจคือการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ มีผลให้ภาคเอกชนพลอยลงทุนในภาคอสังหาริมทรัพย์เพิ่มขึ้น 2.2% การบริโภคภาคเอกชนเพิ่ม 3.1% นับเป็นการขยายตัวสูงสุดในรอบ 3 ปี คาดว่าแนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2560 จะขยายตัวต่อเนื่องในระดับ 3.5% ด้วย และการส่งออกก็จะไม่ติดลบอีก เท่ากับเป็นการบอกให้รู้ว่าในครึ่งหลังของปี 2559 นี้ ทั้งเศรษฐกิจและธุรกิจจะฟื้นตัวได้มากขึ้น และจะขยายตัวต่อเนื่องไปถึงปีหน้าด้วย มองในจุดของการส่งออกคงจะเข้าใจได้ไม่อยาก เมื่อตัวเลขการส่งออกพลิกกลับมาเป็นบวกได้ แต่การนำเข้าที่ตัวเลขยังติดลบ มองเผินๆ ก็ยังอาจกังวลใจว่าไม่ดี ก็ต้องบอกว่า เมื่อมาพิจารณาลงในรายละเอียด กลับพบว่าแม้ตัวเลขรวมของการนำเข้าจะติดลบ แต่กลับพบว่ามีปัจจัยบวกแฝงอยู่

คือการฟื้นตัวของการนำเข้าเครื่องจักรไฟฟ้า นับเป็นสัญญาณของการฟื้นตัวครั้งแรกของการลงทุนภาคเอกชนที่ดูแข็งแกร่งมากขึ้น แสดงว่าภาคเอกชนเริ่มมีความเชื่อมั่นกับการลงทุนและเตรียมการผลิตเพิ่มขึ้น ย่อมจะมีผลดีเห็นได้ชัดในอนาคตอันใกล้ต่อไป จึงเป็นสิ่งที่นักลงทุนควรพิจารณาด้วย จะทำให้สามารถกำหนดกลยุทธ์การลงทุนที่ดีได้ก่อนใครอื่น โดยสรุปก็คือน่าจะเป็นช่วงเวลาที่เหมาะกับการทยอยเลือกลงทุนได้แล้ว เพียงแต่ต้องเน้นดูหุ้นที่มีพื้นฐานดีๆ เท่านั้น จะทำให้มีความเสี่ยงน้อยลง และมีโอกาสได้ผลตอบแทนที่ดีในอนาคต


For advertising please call: 02-2534691