Search

หุ้นน่าลุ้น


ปูนซิเมนต์ไทย (SCC)

ปัจจุบันคงจะมีการรับรู้มากขึ้นว่า รัฐบาลกำลังเร่งรัดให้มีการดำเนินโครงการต่างๆ อย่างรวดเร็วมากขึ้น โดยเฉพาะโครงการโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งจะมีการลงทุนในโครงการต่างๆ จำนวนมาก อย่างโครงการลงทุนในระบบราง ไม่ว่าจะเป็นรถไฟฟ้า รถไฟรางคู่ และรถไฟความเร็วสูง ก็ได้ผ่านขั้นตอนต่างๆ มาจนใกล้จะมีการลงมือก่อสร้างขนาดใหญ่กันต่อไป ทำให้มั่นใจได้ว่าจะมีความต้องการใช้วัสดุก่อสร้างในประเทศมากมหาศาล และจะใช้ต่อเนื่องไปอีกหลายปี ซึ่งวัสดุที่จะมีการใช้ในปริมาณมากๆ ได้แก่ ปูนซีเมนต์ เหล็ก และวัสดุอื่นๆ จึงต้องมาดูที่ SCC ซึ่งเป็นธุรกิจใหญ่ในกลุ่มวัสดุก่อสร้าง จะพบว่า SCC มีการขยายตลาดจากภายในประเทศออกไปสู่ต่างประเทศมากขึ้น โดยจะมีทั้งตลาดจากประเทศเพื่อนบ้าน และประเทศที่ห่างไกลออกไป ด้วยบรรดาประเทศเพื่อนบ้านที่อยู่ในช่วงการพัฒนา ทำให้งานการลงทุนก่อสร้างมีมากมาย มีผลให้ SCC มีผลประกอบการที่เติบโตสูงจากเดิมมาก พบว่าในปี 2558 ที่ผ่านมา SCC มีผลประกอบการก้าวกระโดดจากปี 2557 ที่มีกำไรเพียง 33,615.33 ล้านบาท เพิ่มเป็น 45,399.71 ล้านบาทในปี 2558 กำไรเพิ่มถึง 35.06% มาปี 2559 นี้แค่ครึ่งปีแรกก็ทำกำไรได้ 29,515.08 ล้านบาทแล้ว กำไรเพิ่มจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 18.3% คาดว่าตลอดปี 2559 จะมีกำไรมากกว่า 55,000 ล้านบาท ได้กำไรต่อหุ้นจะได้ 45.83 บาท หากประเมินราคาหุ้นด้วยค่าพีอีกลุ่มวัสดุก่อสร้างที่ปัจจุบันอยู่ระดับ 13.69 เท่า จะได้ราคาที่ 627.41 บาท แต่ราคาในตลาดอยู่แค่ 520 บาท จึงมี upside ได้อีก 20.66% โดยจะได้เงินปันผลอีก 3.46% ด้วย จึงน่าลงทุนมาก

ธนาคารกสิกรไทย (KBANK)

ราคาหุ้นของ KBANK แม้จะมีการปรับตัวขึ้นมาจากระดับต่ำเมื่อต้นปีก็ตาม แต่เมื่อมาพิจารณาในสภาวการณ์ปัจจุบัน ที่ปัญหา NPL กำลังจะลดลงจะมีผลดีกับธุรกิจธนาคารขนาดใหญ่มากขึ้น แม้ว่าข่าวที่ออกมาจะยังวิตกกังวลกับ NPL ของธุรกิจขนาดเล็กก็ตาม เพราะธนาคารขนาดใหญ่จะมีลูกค้ารายใหญ่มากกว่าลูกค้ารายเล็ก ทำให้ปัญหาที่จะเกิดมีสัดส่วนน้อย จึงไม่มีผลกระทบกับปัญหาหนี้เสียมากอย่างที่วิตกกังวลกัน กรณี KBANK ก็ไม่ต่างกับธนาคารขนาดใหญ่ทั่วไปที่ครึ่งปีแรกอยู่ในความวิตกกังวลกับปัญหา NPL จึงมีการตั้งสำรองหนี้ไว้ค่อนข้างมาก มีผลให้กำไรครึ่งปีแรกทำได้แค่ 19,073.52 ล้านบาท กำไรลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนมากถึง 20.13% มองเผินๆ ก็คงคิดว่าธุรกิจไม่ดี และจะเกิดความวิตกกังวลได้มาก แต่ปัจจุบันปัจจัยต่างๆ ดีขึ้นเศรษฐกิจโตมากขึ้น ทำให้ปัญหา NPL ลดลง จึงมีผลดีกับธนาคารที่ไม่ต้องตั้งสำรองหนี้เสียให้มากเหมือนที่ผ่านมา ทำให้ประเมินได้ว่าครึ่งปีหลัง KBANK จะมีกำไรในระดับปกติได้ ซึ่งปกติแล้ว KBANK จะทำกำไรแต่ละไตรมาสได้มากกว่า 1.1 หมื่นล้านบาท เมื่อประเมินออกมารวมในปี 2559 ก็จะได้กำไรมากกว่า 4.1 หมื่นล้านบาทได้ กำไรต่อหุ้นจะได้ 17.13 บาท ใช้พีอีแค่ 12 เท่า ประเมินราคาหุ้นจะได้ราคาที่ 205.56 บาท แต่ราคาในตลาดยังซื้อขายกันแค่ 188 บาท จึงยังมี upside ได้อีก 9.34% และจะได้เงินปันผลอีกกว่า 2.1% ด้วย จึงยังลุ้นได้

เสนาดีเวลลอปเม้นท์ (SENA)

นักลงทุนส่วนมากยังคิดว่าธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ดูไม่ดี เพราะมีการวิจารณ์ว่าธุรกิจมีการแข่งขันสูง และเศรษฐกิจไม่เอื้อ แต่ความเป็นจริงกลับพบว่าธุรกิจนี้ยังเติบโตดีอย่างต่อเนื่อง และยังได้รับการส่งเสริมสนับสนุนจากภาครัฐด้วย อย่างกรณีที่ผ่านมารัฐได้ออกมาตรการกระตุ้นธุรกิจโดยเฉพาะ ทำให้ธุรกิจมีการเติบโตดี เมื่อมาประเมินรวมกับภาวการณ์ในปัจจุบันที่เอื้อต่อเศรษฐกิจมาก ทำให้เชื่อได้ว่าธุรกิจอสังหาฯจะเติบโตได้ดีต่อเนื่อง ดังนั้น เมื่อมาดูที่ SENA จะพบว่าปี 2559 นี้ ธุรกิจมีผลประกอบการดีมาก กำไรเพิ่มสูงทุกไตรมาส และครึ่งปีแรกก็มีกำไรมากถึง 555.60 ล้านบาทแล้ว มากกว่ากำไรในปี 2558 กว่าเท่าตัว ประเมินได้ว่าตลอดปี 2559 จะมีกำไรมากกว่า 700 ล้านบาท กำไรต่อหุ้นจะได้ 0.61 เพียงใช้พีอี 10 เท่าประเมินราคาหุ้น ยังได้ราคาที่ 6.10 บาท แต่ราคาซื้อขายในตลาดปัจจุบันอยู่แค่ 3.50 บาท จึงมี upside ได้อีกมากถึง 74.29% หากจ่ายเงินปันผลตามนโยบายที่มากกว่า 40% ของกำไร ก็จะได้ผลตอบแทนสูงถึง 6.97% จึงเป็นหุ้นที่ยังลงทุนได้ดี


For advertising please call: 02-2534691