ประกันภัยส้มหล่น - รอเค้ก 7 หมื่นล้าน


ภายใต้ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว อุตสาหกรรมประกันภัยภาพรวมทั้งระบบเติบโตรวมกันไม่ถึง 6% ต่ำสุดในรอบ 5 ปี นับจากปี 2554 ที่เกิดวิกฤตน้ำท่วมใหญ่ กำลังซื้อทั้งเก่า-ใหม่ไม่กระเตื้องทั้งฟากธุรกิจประกันชีวิตและประกันวินาศภัย ทำให้ยิ่งต้องแข่งขันกันอย่างรุนแรงเพื่อประคองตัวให้อยู่รอดกันทั้งระบบ

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางภาวะธุรกิจที่ไม่สดใสอย่างที่ควรจะเป็น ยังพอจะมีแสงสว่างโผล่เหนือปลายอุโมงค์ให้เห็นรำไรอยู่บ้าง นั่นคือ จู่ๆกระทรวงการคลังตัดสินใจเตรียมถ่ายโอนโครงการค่ารักษาพยาบาลสวัสดิการข้าราชการไปให้กับธุรกิจประกันภัยบริหารจัดการแทนกรมบัญชีกลาง โดยก่อนหน้านั้นช่วงหลายปีที่ผ่านมา ธุรกิจประกันภัยพยายามเจรจาขอเข้าไปรับบริหาร แต่ก็ไม่เคยได้ไฟเขียวจากกรมบัญชีกลาง ในขณะที่งบประมาณในส่วนนี้มีจำกัดเฉลี่ย 6 หมื่นล้านบาท สวนทางกับภาระค่าใช้จ่ายที่มากกว่างบประมาณ โดยปีงบประมาณ 2559 ที่เพิ่งจบไปนั้น ทะลุทะลวงไปเกือบ 7 หมื่นล้านบาท

แหล่งข่าวในวงการประกันภัยรายหนึ่ง กล่าวว่าการถ่ายโอนค่ารักษาพยาบาลสวัสดิการรัฐมูลค่าหลายหมื่นล้านบาทนี้ ถือเป็นโครงการขนาดใหญ่ที่ธุรกิจประกันภัยภาคภูมิใจและเต็มใจที่จะรับทำ แต่ในแง่การบริหารจัดการอาจเป็นเรื่องใหญ่เกือบเกินตัว ซึ่งทางสมาคมประกันวินาศภัยไทยยอมรับว่าต้องขอศึกษารูปแบบและประสบการณ์ในต่างประเทศก่อน แต่ยืนยันว่าจะรักษามาตรฐานการดูแลรักษา อย่างน้อยต้องไม่ให้ด้อยไปกว่าเดิม

“ที่สำคัญจะพยายามทำให้ดีขึ้นไปกว่าเดิมด้วยซ้ำไป แม้โจทย์ที่ยากสุดของโครงการนี้ คือ การควบคุมต้นทุนสถานพยาบาลที่มีราคาแพงมากขึ้นเรื่อยๆทุกปี ภายใต้งบตั้งต้นประมาณ 6 หมื่นล้านบาทต่อปี”

ขณะที่ทางสมาคมประกันชีวิตไทยนั้น ยังแบ่งรับแบ่งสู้โครงการนี้ โดยก่อนหน้านั้นเคยให้เหตุผลมาตลอดว่าการบริหารจัดการต้นทุนด้านสุขภาพนั้น ค่อนข้างละเอียดอ่อน แม้ว่าบริษัทประกันชีวิตส่วนใหญ่จะมีความเชี่ยวชาญในการบริหารประกันสุขภาพค่อนข้างดีกว่าฝั่งประกันวินาศภัย ปัจจุบันเบี้ยประกันสุขภาพที่เป็นส่วนควบของประกันชีวิตหลักในระบบมีมากกว่า 5 หมื่นล้านบาท

อย่างไรก็ตาม จากการประชุมร่วมกันระหว่างสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) และทั้ง 2 สมาคมทุกฝ่ายยืนยันจะให้ความร่วมมือเต็มที่ แต่สัดส่วนในการเข้ามาบริหารจัดการนั้น อาจจะไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมและความสมัครใจของแต่ละบริษัท โดยสมาคมประกันชีวิตไทยแจ้งเจตนารมณ์เบื้องต้นว่าจะมีบริษัทประกันชีวิต 6 แห่งเข้าร่วมรับประกัน คิดเป็นสัดส่วนราว 12% นอกนั้นที่เหลือเป็นสัมปทานของสมาคมประกันวินาศภัยไทย ซึ่งอาจจะไม่ได้รับประกันทั้งหมด 50 แห่ง เพราะลักษณะงานและความเชี่ยวชาญในการบริหารแตกต่างกัน

นอกจากนี้ ธุรกิจประกันยังจะได้อานิสงส์จากโครงการประชาชนผู้มีรายได้น้อยที่มาลงทะเบียนกับภาครัฐไปแล้วทั่วประเทศกว่า 8 ล้านคน โดยรัฐบาลเตรียมอนุมัติงบประมาณเป็นเบี้ยประกันภัยให้ 800 ล้านบาท สำหรับทำโครงการประกันภัยอุบัติเหตุ วงเงินประกัน 1 แสนบาท คิดเป็นเบี้ยประกันภัย 99 บาทต่อคนต่อปีและยังมีความคุ้มครองชดเชยกรณีนอนรักษาตัวในโรงพยาบาลวันละ 300 บาทเป็นเวลา 20 วัน

สมาคมประกันวินาศภัยไทยยืนยันว่าเป็นโครงการเพื่อสังคม (CSR) และพร้อมสนับสนุนรัฐบาลอย่างเต็มที่ ซึ่งมีรายงานว่าสมาคมประกันชีวิตไทยไม่อยากร่วมรับประกันภัย เพราะเคยคำนวณเบี้ยประกันแล้ว พบว่าต้องมากกว่า 150 บาทต่อทุนประกัน 1 แสนบาท ไม่ใช่ 99 บาท แต่เพราะ คปภ.ขอความร่วมมือ จึงปฏิเสธไม่ได้ จากนั้นต้องลุ้นว่าสถิติของผู้เสียชีวิตจากโครงการนี้จะต้องไม่มากไปกว่า 4,000 คนต่อปี จากจำนวนทั้งหมด 8 ล้านคน เพราะถ้าเกินไปกว่านั้น โครงการจะขาดทุนทันที

เช่นเดียวกับโครงการประกันภัยข้าวนาปีที่ล่าสุดมีพื้นที่เพาะปลูกซื้อประกันภัยผ่าน ธ.ก.ส.แล้วทั่วประเทศ 27 ไร่ เบี้ยประกันไร่ละ 100 บาท ภายใต้การอุดหนุนเบี้ยประกันส่วนหนึ่งจาก ธ.ก.ส.ซึ่งนับว่าประสบผลสำเร็จระดับหนึ่ง จากวอลุ่มที่ขยายตัวมาก เมื่อเทียบกับกับหลายปีก่อนหน้านั้นที่ขาดทุนทุกปี โดยปีนี้จะมีเบี้ยประกันเข้าระบบกว่า 2,600 ล้านบาท

อีกโครงการหนึ่งที่ทั้ง 2 สมาคมร่วมรับประกัน นั่นคือ ประกันภัยสำหรับผู้พิการที่คิดเบี้ยเพียง 300 บาทต่อปี แม้ทางสมาคมประกันชีวิตจะเคยท้วงติงว่าเบี้ยต่ำเกินไป แต่ก็จำใจต้องรับ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการช่วยเหลือสังคม ซึ่งผู้พิการที่ขึ้นทะเบียนทั่วประเทศประมาณ 6 ล้านคน ถ้าเข้าระบบครึ่งหนึ่ง ก็จะคิดเป็นเบี้ยรับรวมกว่า 900 ล้านบาท

ส่วนประกันภัยนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ครอบคลุมกรณีภัยก่อการร้ายนั้น อยู่ระหว่างรอรัฐบาลจัดหางบประมาณ 180 ล้านบาทต่อทุนประกันภัย 1 ล้านบาท ซึ่งสมาคมประกันวินาศภัยคำนวณเบี้ยไว้ถูกมากที่หัวละ 6 บาท

เบ็ดเสร็จจากโครงการเหล่านี้ ถ้าเข้าระบบครบถ้วน จะช่วยเพิ่มมูลค่าเบี้ยประกันให้กับธุรกิจได้กว่า 7 หมื่นล้านบาทต่อปี ซึ่งบริษัทประกันวินาศภัยจะได้อานิสงส์มากกว่าบริษัทประกันชีวิต เพราะหลายโครงการเหมาะสำหรับรูปแบบของธุรกิจประกันวินาศภัย ทั้งในด้านต้นทุนและการบริหารจัดการ

นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง กล่าวว่าปัจจุบันธุรกิจประกันภัยทั้งระบบมีมูลค่าสินทรัพย์รวม 3.3 ล้านล้านบาทและมีทิศทางการเติบโตเพิ่มขึ้นเรื่อยๆภายใต้บริบททางเศรษฐกิจและสังคมหลายด้านที่เอื้ออำนวย ช่วงครึ่งปีแรกนี้พบว่ามีภาพรวมการเติบโตเฉลี่ย 5.07% ด้วยจำนวนเบี้ยรับรวม 3.82 แสนล้านบาท มีสัดส่วนเบี้ยประกันต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศอยู่ที่ 7.97% ภายใต้สินทรัพย์ลงทุนมูลค่า 2.77 ล้านล้านบาท ถือว่ามีความมั่นคงค่อนข้างสูง

1 view0 comments