Search

เบี้ยหด-เคลมกระฉูด..หายนะประกันรถยนต์


เหลือเวลาอีก 3 เดือนสำหรับปี 2559 ที่จะผ่านพ้นไป แต่ภาคธุรกิจประกันภัยโดยรวมยังคงไม่ได้มีสัญญาณสดใสมากมาย แม้ทางสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) จะแถลงตัวเลขภาพรวมด้วยความปลาบปลื้มว่าทั้งระบบมีอัตราการเติบโต 5.07% จากเบี้ยประกันภัยรับตรงรวม 3.82 แสนล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนก็ตาม

นายอานนท์ วังวสุ นายกสมาคมประกันวินาศภัยไทย กล่าวถึงผลประกอบการธุรกิจประกันวินาศภัย ครึ่งปีแรก 2559 มีมูลค่าเบี้ยประกันภัยรับโดยตรง 6 เดือนปีนี้ (ม.ค.-มิ.ย.) จำนวน 1.03 แสนล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้น 0.91% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ซึ่งเป็นผลจากการขยายตัวของการประกันภัยเบ็ดเตล็ด 1.32% การประกันภัยรถยนต์ 1.06% ประกันอัคคีภัย -1.86% และประกันภัยทางทะเลและขนส่ง -2.01%

เมื่อจำแนกตามช่องทางการขายของเบี้ยประกันรับตรง พบว่าช่องทางนายหน้าคิดเป็นสัดส่วน 57% รองลงมาเป็นช่องทางตัวแทน 16% ธนาคาร 12% ลูกค้าองค์กร 5% ลูกค้าตรง 5% และโทรศัพท์ 5%

ส่วนอัตราความเสียหาย (loss ratio) ของแต่ละประเภทประกันภัย มีแนวโน้มสูงขึ้น โดยเฉพาะประกันภัยรถยนต์ ซึ่งครึ่งปีแรกนี้ พบว่ามีอัตราความเสียหายสูงถึง 64% เมื่อเทียบกับปีก่อน เมื่อเทียบกับเบี้ยประกันที่โตเพียง 1% เศษ อีกทั้งสถานการณ์ด้านการแข่งขันยังคงมีสูง แม้ว่าจำนวนกรมธรรม์ประกันภัยจะเพิ่มมากขึ้น แต่มูลค่าเบี้ยประกันภัยกลับลดลง เพราะมาจากการแข่งขันด้านราคากันอย่างหนัก

เขากล่าวว่า loss ratio ของตลาดประกันภัยรถยนต์ระดับ 64% ถือว่าสูงมากเกินไป ทำให้ขาดทุนกันอย่างมาก เมื่อเทียบกับเบี้ยประกันรถยนต์ที่โตต่ำมาก แม้จะเริ่มมีสัญญาณยอดขายรถยนต์ใหม่กระเตื้องขึ้นมาตั้งแต่ช่วงเดือน พ.ค.ก็ตาม ซึ่งบริษัทประกันขนาดเล็กหลายแห่งที่ยังเน้นกลยุทธ์ตัดราเบี้ยประกันจะอยู่ยากลำบากกันมากขึ้น ถ้ายังแข่งขันโดยไม่สนใจเรื่องต้นทุนการบริหารจัดการ ขณะที่ทางสมาคมฯ พยายามแจ้งเตือนบริษัทสมาชิกมาตลอด แต่ตลาดก็ยังแข่งกันหนักเหมือนเดิม

“บริษัทขนาดเล็กมีต้นทุนบริหารสูงกว่าบริษัทใหญ่ ยิ่งต้องมาแข่งตัดราคาเบี้ยประกัน อนาคตจะยิ่งอยู่ยาก ถือเป็นสัญญาณอันตรายมาก”

ขณะที่หมวดเบี้ยประกันภัย พ.ร.บ.ในปัจจุบัน มีต้นทุนเพิ่มขึ้นเช่นเดียวกัน นับจากภาครัฐมีมติให้เพิ่มความคุ้มครองทั้งค่าเสียหายเบื้องต้นและค่าชดเชยกรณีเสียชีวิต ที่สำคัญ ค่ารักษาพยาบาลที่แพงมากเกือบทุกโรงพยาบาลทั่วประเทศ ซึ่งจากสถิติล่าสุด พบว่าอัตราค่ารักษาพยาบาลต่อการเคลมสินไหมของประกัน พ.ร.บ.เพิ่มขึ้นมาเป็น 9,000 บาท จากเดิม 6,000 บาทต่อการรักษาพยาบาลอุบัติเหตุ พ.ร.บ. ทำให้ขาดทุน

ดังนั้น ธุรกิจประกันภัยรถยนต์ควรต้องหยุดแข่งรุนแรงได้แล้ว เพราะความไม่สมดุลกันในระหว่างอัตราการเคลมและจำนวนเบี้ยประกันที่เดินสวนทางกัน โดยถ้ามองจากกราฟจะเห็นภาพที่วิ่งไปจนถึงจุดตัดกันแล้ว ซึ่งในทางทฤษฎีไม่สัมพันธ์กัน นั่นคือ แนวโน้มจะขาดทุนไปเรื่อยๆ ถ้าไม่มีการปรับตัวกันทั้งระบบ

นอกจากนี้ สิ่งที่สมาคมฯ เตรียมจะทำ คือ รวมบริษัทไทยอินชัวเรอร์ ดาต้าเนท (TID) และสำนักอัตราเบี้ยประกันวินาศภัย (IPRB) เข้าด้วยกัน เพื่อให้เกิดการรวมศูนย์กลางด้านข้อมูลและสถิติประกันภัยทั้งระบบเป็นกลุ่มเดียวกัน รวมทั้งงานวิจัยด้านต่างๆที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจประกันภัย ให้บริษัทสมาชิกสามารถนำข้อมูลด้านสถิติความเสียหายต่างๆมาแชร์กัน เพื่อประโยชน์ของธุรกิจในภาพรวม ลดอัตราแนวโน้มความเสียหายทางการประกันภัยลงมา เป็นการช่วยให้ภาคธุรกิจปรับลดต้นทุนได้ในระยะยาว

“ในปัจจุบันปัญหาที่พบบ่อย คือ ลูกค้าบางกลุ่มที่มีอัตราการเคลมประกันรถยนต์สูงมากเกินหลัก 100% หรือแม้กระทั่งการทุจริตเคลม ซึ่งไม่ยุติธรรมต่อลูกค้าที่มีประวัติขับขี่ดี จากนี้ไปจะต้องมีมาตรการเข้มงวดและแยกแยะระหว่างลูกค้าเคลมสูงกับลูกค้าประวัติดี เพื่อให้อัตราเบี้ยเป็นธรรมต่อผู้ขับขี่ดีที่ควรต้องได้ส่วนลดในราคาสมเหตุสมผล เมื่อเทียบกับลูกค้าที่เคลมถี่ ซึ่งต้องถูกชาร์จเบี้ย แม้พยายามจะเปลี่ยนบริษัทประกันภัยเมื่อกรมธรรม์ครบกำหนดก็ตาม ซึ่งศูนย์กลางข้อมูลจะช่วยตรงจุดนี้ได้มาก”

อย่างไรก็ตาม แนวโน้มการเติบโตของธุรกิจประกันวินาศภัย ปี 2559 ถ้าไม่นับเซ็กเตอร์รถยนต์ คาดว่าจะมีอัตราการเติบโตสูงกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ จาก 2.2% จะสามารถเติบโตได้สูงถึง 3.-3.5% ซึ่งเป็นผลจากปัจจัยภาครัฐที่มีการส่งเสริมให้มีการลงทุนเพิ่มขึ้น

ที่สำคัญนโยบายของภาครัฐที่มีการผลักดันให้นำระบบประกันภัยที่ภาคเอกชนมีกลไกที่เข้มแข็งอยู่แล้ว เข้ามาบริหารความเสี่ยงให้กับเกษตรกร นั่นคือ โครงการประกันภัยข้าวนาปี ปีการผลิต 2559 ที่ปีนี้คาดเป้าหมายพื้นที่นาข้าวทำประกันภัย 30 ไร่ ซึ่งส่งผลให้ธุรกิจประกันวินาศภัยมีการเติบโตสูงขึ้นในภาพรวมด้วย.


For advertising please call: 02-2534691