Search

4 องค์กรล้อมคอก E-payment..ให้แบงก์แชร์ข้อมูลค่ายมือถือ


4 หน่วยงานเกี่ยวข้องอีเพย์เมนต์ จับมือหาทางป้องกันโจรฉกเงินออนไลน์ ให้แบงก์ส่งข้อมูลลูกค้ากว่า 15 ล้านรายที่ใช้อีเพย์เมนต์ให้ค่ายมือถือเพื่อเป็นกลุ่มต้องระวังการออกซิมใหม่เป็นพิเศษ พร้อมยกระดับการยืนยันตัวตน เจ้าของเบอร์ต้องไปเองห้ามมอบอำนาจเด็ดขาด ทั้งเตรียมนำระบบสแกนลายนิ้วมือมาใช้ต้นปี 60 ระบุถ้ามือถือหายต้องรีบแจ้งแบงก์ หากเงินถูกถอนหลังแจ้งแบงก์ยอมใช้คืน

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า สำนักงาน กสทช. ได้ร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สมาคมธนาคารไทย และสมาคมโทรคมนาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดการประชุมหารือถึงความเป็นไปได้ในการสร้างความเชื่อมั่นและยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยในการใช้บริการของ 2 อุตสาหกรรม คือ บริการทางการเงินอิเล็กทรอนิกส์ และบริการเครือข่ายสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่

ทั้งนี้ ภายหลังการหารือมีข้อสรุปที่จะต้องดำเนินการในระยะสั้น กำหนด 6 เดือน รวม 5 เรื่อง ซึ่งจะต้องดำเนินการก่อนที่ กสทช.จะนำระบบสแกนลายนิ้วมือเพื่อพิสูจน์ตัวตนในการเปิดหรือเปลี่ยนเลขหมายโทรศัพท์มือถือมาใช้ โดย กสทช.อยู่ระหว่างการดำเนินการจัดซื้อระบบซอฟต์แวร์ และคาดจะเปิดให้บริการได้ประมาณเดือนมกราคม 2560 เป็นต้นไป ส่วนตัวอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ในการสแกนลายนิ้วมือ ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ หรือโอเปอเรเตอร์ต้องเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายเอง ขณะที่ กสทช. อาจลดหย่อนค่าธรรมเนียมให้แก่โอเปอเรเตอร์

สำหรับข้อสรุปดังกล่าว ประกอบด้วย 1. สำนักงาน กสทช. ธปท. สมาคมธนาคารไทย สมาคมโทรคมนาคมฯ และผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่จะกำหนดแนวทางปฏิบัติร่วมกันในการพิสูจน์ตัวตนผู้ใช้บริการของผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ในขณะเดียวกัน สำนักงาน กสทช. จะออกหนังสือกำชับผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ให้ดำเนินตามกระบวนการพิสูจน์ตัวตน และกำหนดมาตรการให้ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่มีการตรวจสอบ ติดตาม และประเมินผลการดำเนินงานอย่างเคร่งครัด

2. ธนาคารพาณิชย์และผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่จะร่วมกันประชาสัมพันธ์ให้ผู้ใช้บริการ Mobile Banking, Internet Banking และ PromptPay ในกรณีโทรศัพท์เคลื่อนที่สูญหาย คือ (1) จะต้องแจ้งให้ธนาคารพาณิชย์ที่ใช้บริการอยู่ทราบเพื่อยกเลิกการใช้บริการดังกล่าว และ (2) แจ้งผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่เพื่อขอออกซิมการ์ดใหม่ ซึ่งจะต้องดำเนินการตามขั้นตอนการพิสูจน์ตัวตน

3. ในกรณีที่พิสูจน์ได้ว่าผู้ใช้บริการได้ดำเนินการแจ้งให้ธนาคารพาณิชย์ระงับบริการ Mobile Banking, Internet Banking และ Prompt Pay แล้ว ผู้ใช้บริการไม่ต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น

4. ในระหว่างที่ยังไม่มีระบบการเชื่อมต่อตรงระหว่างธนาคารพาณิชย์และผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ให้ธนาคารพาณิชย์แจ้งหมายเลขโทรศัพท์ที่ใช้งาน Mobile Banking, Internet Banking และ Prompt Pay ให้ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ทราบ เพื่อจะได้มีการดูแลเป็นกรณีพิเศษ

5 .การออกซิมการ์ดใหม่สำหรับเลขหมายที่มีการใช้บริการ Mobile Banking และ Internet Banking ผู้ใช้บริการจะต้องดำเนินการด้วยตนเองเท่านั้น ไม่สามารถมอบอำนาจให้ผู้อื่นดำเนินการได้โดยทั้ง 4 หน่วยงานจะทำงานร่วมกันทำงานอย่างใกล้ชิดในการศึกษาและนำเสนอแนวทางในรายละเอียด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการใช้บริการให้กับประชาชน โดยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องตามนโยบายรัฐบาล National e-Payment ในระยะยาวต่อไป

“จากนี้ไปเลขหมายกว่า 15 ล้านเลขหมาย ที่ใช้บริการ Mobile Banking, Internet Banking และ PromptPay จะได้รับการดูแลเป็นพิเศษ โดยสมาคมธนาคารไทยจะส่งเฉพาะเลขหมายดังกล่าวมาให้ กสทช.เพื่อส่งต่อให้โอเปอเรเตอร์ เพื่อให้ทราบว่าเลขหมายเหล่านี้เป็นเลขพิเศษต้องตรวจสอบข้อมูลก่อนว่าเบอร์ดังกล่าวหาย และถูกแจ้งอายัดเบอร์หรือไม่ และธนาคารต้องอนุญาตก่อน โอเปอเรเตอร์ถึงจะเปิดเบอร์ หรือออกซิมการ์ดใหม่ให้ ซึ่งเบอร์ที่ผูกกับการทำธุรกรรมการเงินออนไลน์ การเปิดซิม หรือย้ายซิมอาจล่าช้ากว่าคนทั่วไป เพราะต้องมีการพิสูจน์ตามขั้นตอนดังกล่าว” เลขาธิการ กสทช.กล่าว

ด้าน นายรณดล นุ่มนนท์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ ธปท. กล่าวว่า ที่ผ่านมา ธปท.ได้ให้ความสำคัญเรื่องความปลอดภัยในการทำธุรกรรมการเงินอิเล็กทรอนิกส์ หรือการป้องกันการโจรกรรมทางการเงินออนไลน์ตลอดเวลา และดำเนินการอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี การโจรกรรมทางการเงินมีหลากหลายรูปแบบและพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้น จึงการยกระดับการทำความเข้าใจการใช้บริการทางการเงินออนไลน์ให้เข้มข้นมากขึ้น

ส่วน นายปรีดี ดาวฉาย ประธานสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า การโจรกรรมทางการเงินออนไลน์มีหลากรูปแบบ เช่น เมื่อเร็วๆ นี้มีการหลอกลวงผ่านเว็บไซต์ของธนาคารพาณิชย์ และมีการปลอมแปลงอีเมล์ ซึ่งธนาคารได้แจ้งให้ประชาชนได้ทราบแล้ว ขณะเดียวกัน ก็ต้องไปแจ้งความดำเนินคดี เพื่อนำคนผิดมาลงโทษตามกฎหมาย ขณะที่ข้อสรุปของ 4 หน่วยงาน ยังเป็นเพียงการออกแผนระยะสั้น เพื่อยกระดับความมั่นใจของผู้ใช้บริการ หากต่อไปยังจะมีแผนระยะยาวที่ลงลึกมากขึ้น เพื่อดูแลผู้ใช้บริการได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะร่วมกันทำแผนต่อไป

ขณะที่ นายศุภชัย เจียรวนนท์ นายกสมาคมโทรคมนาคมฯ กล่าวว่า ที่ผ่านมาอุตสาหกรรมธนาคาร และโทรคมนาคมไม่มีการแชร์ข้อมูลกัน ภาคโทรคมนาคมจึงไม่ทราบว่ามีเลขหมายใดบ้างที่ผูกกับการทำธุรกรรมทางการเงินกับธนาคาร หากมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลกันก็จะทำให้โอเปอเรเตอร์รู้ และกำกับดูแลง่ายขึ้น ทำให้เกิดความมั่นคงมากขึ้น การจดทะเบียนซิมการ์ดมีความรัดกุมมากขึ้น การเปิดซิมการ์ดใหม่ที่ต้องได้รับความยินยอมจากธนาคารจะทำให้การถูกปลอมแปลงข้อมูลเพื่อเปิดซิมการ์ดลดลง ส่วนการยืนยันตัวตนด้วยการสแกนลายนิ้วมือ ทางภาคโทรคมนาคมคงต้องมีการศึกษาเพื่อเตรียมการดำเนินการต่อไป


For advertising please call: 02-2534691