หุ้นน่าสนใจ


ปตท. (PTT)

ความผันผวนอย่างมากของราคาน้ำมันในตลาดโลก มีผลให้ธุรกิจน้ำมันมีผลประกอบการผันผวนสูงตามไปด้วย แม้แต่ปตท.หรือ PTT ซึ่งเป็นกิจการที่มีขนาดใหญ่ก็ตาม ผลปรากฏว่าธุรกิจมีกำไรลดอย่างฮวบฮาบ จากที่เคยมีกำไรกว่าแสนล้านบาทในปี 2555 ลดลงต่ำแค่ 19,936.42 ล้านบาทในปี 2558 ทำให้มีความวิตกกังวลกันมากว่าธุรกิจจะเป็นอย่างไรต่อไป แต่มาในปี 2559 นี้กลับพบว่าราคาน้ำมันที่ตกต่ำจากราคาที่เคยอยู่สูงกว่า 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ลงต่ำกว่า 28 ดอลลาร์เมื่อต้นปี แล้วก็ค่อยๆ ปรับสูงขึ้นอีกครั้ง ทำให้ PTT พลอยมีผลประกอบการที่ดีขึ้นไปด้วย นอกจากนี้ PTT ก็มีการปรับเปลี่ยนการลงทุนและการดำเนินธุรกิจควบคู่ไปด้วย จึงกระจายความเสี่ยงได้มาก มีผลให้ผลประกอบการดีขึ้น แทนที่จะตกต่ำอย่างไม่สิ้นสุด ดูจากผลประกอบการในครึ่งปีแรกนี้จะพบว่า PTT สามารถทำกำไรเพิ่มเป็น 48,547.88 ล้านบาท กำไรเพิ่มจากปีก่อนกว่า 2 เท่าตัวแล้ว ในขณะที่ราคาน้ำมันยังคงขยับตัวดีขึ้นในครึ่งปีหลัง น่าจะทำให้ PTT มีผลประกอบการดีกว่าครึ่งแรกของปีไปด้วย จึงประเมินกันว่าปี 2559 นี้ PTT จะสามารถทำกำไรได้สูงถึง 9 หมื่นล้านบาทได้อีกครั้ง กำไรต่อหุ้นก็จะได้ระดับ 33 บาท เมื่อใช้ค่าพีอี 12 เท่าประเมินราคาหุ้นจะได้ราคาที่ 396 บาท แต่ราคาในตลาดยังอยู่แค่ 333 บาท จึงมี upside ได้อีก 18.92% โดยยังจะได้เงินปันผลอีกประมาณ 3.6% ด้วย ทำให้ PTT ยังเลือกลงทุนได้ดี

ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB)

ธุรกิจธนาคารยังคงถูกมองว่ามีความเสี่ยงจากการมี NPL มากจากปีก่อน จึงมีการประเมินในต้นปีนี้ว่าจะยังต้องมีการตั้งสำรองหนี้เสียจำนวนมาก มีผลให้ธนาคารขนาดใหญ่แต่ละธนาคารยังมีผลประกอบการในระดับต่ำกว่าปกติ อย่างกรณีธนาคารไทยพาณิชย์ หรือ SCB ในครึ่งปีแรก 2559 นี้ ก็ยังมีการตั้งสำรองหนี้เสียค่อนข้างสูง มีผลให้มีกำไรไม่สูงตามปกติ นั่นเป็นการกังวลของการบริหารธุรกิจ แต่เมื่อมาพิจารณาจากปัจจัยแวดล้อมที่เปลี่ยนไป กลับพบว่ามีปัจจัยบวกมากขึ้นกว่าเดิม แค่ดูผลการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2 ที่โตถึง 3.5% มากกว่าที่มีการคาดหมายกันมาก และยังเป็นการเติบโตของเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง นับจากปลายปีก่อนมาถึงครึ่งแรกของปี 2559 นี้ ยิ่งรัฐเร่งระดมลงทุนโครงการพื้นฐานขนาดใหญ่ก็จะกระตุ้นให้เศรษฐกิจเติบโตได้โดยไม่ต้องไปพึ่งกับการเติบโตของเศรษฐกิจโลก ดังนั้น แม้เศรษฐกิจโลกชะลอตัว เศรษฐกิจไทยก็จะเติบโตได้ดีโดยอาศัยแรงผลักดันจากภายในประเทศ ปล่อยให้แรงดันภายนอกเป็นแค่แรงเสริม จึงเชื่อได้ว่าเศรษฐกิจไทยปี 2559 นี้จะสามารถเติบโตได้สูงในระดับ 3.5% ได้ จะมีผลให้ปัญหา NPL ของธนาคารพลอยลดลงไปด้วย จึงคาดว่า SCB จะมีกำไรในครึ่งหลังของปีดีกว่าครึ่งปีแรกที่ทำกำไรได้ 23,363 ล้านบาทเท่านั้น คาดว่าตลอดปีจะทำกำไรได้ถึง 5 หมื่นล้านบาท กำไรต่อหุ้นจะได้ 14.78 บาท เมื่อใช้ค่าพีอีกลุ่มธนาคารที่มีค่าประมาณ 11.1 เท่าประเมินราคาจะได้ราคาที่ 164 บาท ในขณะที่ราคาซื้อขายยังอยู่ที่ 148.50 บาท จึงมี upside ได้อีก 10.44% และยังจะได้เงินปันผลอีกประมาณ 3.7% ด้วย ทำให้ยังเหมาะที่จะเลือกลงทุน

เสนาดีเวลลอปเม้นท์ (SENA)

หากพิจารณากันอย่างผิวเผินคงจะไม่รู้ว่า หุ้น SENA น่าสนใจมาก เพราะดูจากผลกำไรในอดีตที่มีกำไรแต่ละปีไม่ถึง 300 ล้านบาท นับเป็นธุรกิจขนาดเล็กในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ แต่หลังจาก SENA มีการปรับเปลี่ยนนโยบายในการดำเนินธุรกิจจากเชิงรับมาเป็นเชิงรุก และมีการปรับเพิ่มธุรกิจให้ทันสมัยกับยุคปัจจุบัน สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้าระดับบนมากขึ้น มีการกระจายการลงทุนที่ดี มีการทำโครงการเพิ่มมาก มีผลให้ธุรกิจมีกำไรเพิ่มอย่างโดดเด่นมากขึ้น จากครึ่งแรกของปี 2559 นี้ ก็พบว่า SENA ทำกำไรได้แล้วถึง 555.60 ล้านบาท เป็นกำไรที่มากกว่าปีก่อนทั้งปีไปกว่าเท่าตัวแล้ว (ปี 2558 กำไรแค่ 253.88 ล้านบาท) แม้ในครึ่งหลังของปีจะประเมินกำไรในขั้นต่ำๆ เพียง 150 ล้านบาท ก็ยังได้กำไรรวมตลอดปีไม่ต่ำกว่า 700 ล้านบาท หรือกำไรต่อหุ้นได้ 0.61 บาท ประเมินราคาด้วยค่าพีอีแค่ 10 เท่ายังได้ราคาที่ 6.10 บาท แต่ราคาในตลาดอยู่แค่ 3.70 บาท จึงมี upside อีกมากถึง 64.86% ลุ้นกันได้สบายมาก ส่วนเงินปันผลก็โดดเด่นสูงมาก แม้จะประเมินกันตามปกติที่จ่าย 40% ของกำไร ก็ยังได้ผลตอบแทนสูงถึง 6.5% ทำให้ SENA คุ้มค่ากับการลงทุนมาก

0 views0 comments