“แคช การ์ด” ช่วยได้ยามขัดสน..ร้อนเงินอดใจรอหน่อย พึ่งได้บริการ “ออมสิน”


แบงก์ออมสินเปิดตัว “แคช การ์ด” บัตรเงินสด ที่พึ่งยามยากของคนมีรายได้น้อย ผอ.บู๊แนะ...เปิดบัตรไว้ก่อน สำรองวงเงินไว้ใช้ยามฉุกเฉิน ไม่ต้องบากหน้าขอกู้นอกระบบ แถมดอกเบี้ยแคช การ์ด ถูกแสนถูก แค่ 1% ต่อเดือน

นายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน กล่าวในรายการ “เซียนเศรษฐกิจ” ที่จัดโดยหนังสือพิมพ์ “ดอกเบี้ยธุรกิจ” ถึงการที่ธนาคารออมสินเตรียมออกบริการใหม่ แคช การ์ด หรือพีเพิ้ล การ์ด ว่า เพื่อให้ผู้มีรายได้น้อย หรือมีรายได้ต่ำกว่า 1.5 หมื่นบาทต่อเดือนให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินได้ง่ายขึ้น โดยแคช การ์ดคือบัตรเงินสดประเภทหนึ่ง ที่ผู้ถือบัตรสามารถใช้แทนเงินสดในกรณีฉุกเฉิน ซึ่งเป็นโครงการใหม่ที่ธนาคารออมสินนำเสนอครม.เพื่ออนุมัติเร็วๆ นี้

“การที่แคช การ์ด หรือพีเพิ้ล การ์ด เน้นกลุ่มผู้มีรายได้น้อยนั้น เนื่องจากกลุ่มนี้จะเป็นกลุ่มที่เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ยาก ปัญหาหนี้นอกระบบเกิดขึ้นจากการที่เวลาผู้ต้องการใช้เงิน มักจะมีความต้องการแบบฉุกเฉิน อย่างพรุ่งนี้ต้องจ่ายค่าเล่าเรียนลูก คนในครอบครัวต้องเข้าโรงพยาบาล ต้องซ่อมรถ ถ้าต้องไปรอเข้าสู่กระบวนการกู้เงินจากสถาบันการเงิน ต้องใช้เวลานาน ต้องมีการยื่นเอกสาร ใช้เวลาหลายสัปดาห์ ตรงนี้ทำให้มีการไปกู้หนี้นอกระบบซึ่งต้องเจอกับดอกเบี้ยที่สูงมาก 10% ต่อเดือน ทำให้เวลาจ่ายคืน ก็จ่ายได้แต่เพียงดอกเบี้ยเท่านั้น ส่วนเงินต้นยังคงอยู่…

“แคช การ์ด หรือพีเพิ้ล การ์ด ที่ทางธนาคารออมสินออกมา มีไว้สำหรับใช้ฉุกเฉิน ดังนั้น ก่อนที่คิดว่าจะฉุกเฉิน ก็ให้มายื่นขอกับธนาคารออมสินไว้ก่อน หากยังไม่ใช้ก็ไม่ต้องเสียดอกเบี้ย คือจะคล้ายโอดี เปิดบัตรเอาไว้ เวลาใช้ก็เสียดอกเบี้ย หากไม่ใช้ก็ไม่เสียดอกเบี้ย ตรงนี้เชื่อว่าจะทำให้ช่วยแก้ปัญหาหนี้นอกระบบได้ส่วนหนึ่ง”

สำหรับอัตราดอกเบี้ยของการใช้วงเงินในแคช การ์ด หรือพีเพิ้ล การ์ด นั้น นายชาติชายกล่าวว่ามีอัตราที่ต่ำมาก คือไม่เกิน 1% ต่อเดือน

“คือคนที่มีรายได้น้อย เราจะคิดดอกเบี้ยถูกกว่าคนที่มีรายได้สูง หรือว่าวงเงินต่ำก็จะคิดดอกเบี้ยถูกกว่าวงเงินสูง เพราะเราอยากจะช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยมากกว่าผู้มีรายได้สูง ตรงนี้จะเป็นการสร้างวินัยว่าจริงๆแล้วถ้ากู้เงินในระบบได้ไม่จำเป็นต้องไปกู้นอกระบบ แต่ต้องวางแผนล่วงหน้า ไม่ใช่ว่าวันนี้อยากจะใช้เงินก็ไปเอาเลย คงจะเป็นไปไม่ได้ เพราะสถาบันการเงินของรัฐหรือเอกชน ต้องมีวิธีการในการปล่อยกู้เพื่อลดความเสี่ยง มีการวิเคราะห์ลูกหนี้อย่างดี ต้องบอกว่าแม้แต่ทางธนาคารออมสิน หรือธ.ก.ส. หรือแบงก์พาณิชย์ใดๆ ก็ไม่ใช่องค์กรเพื่อสาธารณกุศล ไม่อยากปล่อยกู้ไปแล้วปล่อยเป็นเอ็นพีแอล เพราะหมายถึงกินทุนของเรา ซึ่งจริงๆเราไม่ต้องการกำไร แต่ก็ไม่อยากขาดทุนจากการปล่อยเงินให้กับลูกหนี้ที่ไม่มีคุณภาพ”

นายชาติชายกล่าวด้วยว่า นอกจากบริการแคช การ์ด ที่เป็นวงเงินกู้ฉุกเฉิน ดอกเบี้ยต่ำ ซึ่งเป็นบริการหนึ่งที่จะช่วยลดปัญหาการกู้เงินนอกระบบแล้ว ทางธนาคารออมสินยังมีโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการให้ผู้ประกอบการอิสระมีศักยภาพในด้านการออมเงิน การกู้เงิน หรือติดเขี้ยวเล็บในด้านความรู้ความสามารถในการค้าขาย

“เราตั้งเป้าอบรมผู้ประกอบการอิสระ 150,000 คน เป็นเรื่องที่ธนาคารออมสินอยากทำให้สังคม

“ตรงนี้คือหนึ่งในโครงการประชารัฐ เรามี 1.สินเชื่อประชารัฐเพื่อประชาชน 2.โครงการแก้ไขหนี้เพื่อประชาชน เป็นการแก้ไขหนี้ประชารัฐเพื่อประชาชน และ 3.โครงการเพิ่มศักยภาพในการประกอบธุรกิจของผู้ประกอบอาชีพอิสระ ก็คือพ่อค้า แม่ค้า วินมอเตอร์ไซค์สามารถมาอบรม โดยเราเตรียมงบประมาณไว้ส่วนหนึ่งเพื่อเป็นค่าอาหาร ค่ารถ เพราะเรารู้ว่ากลุ่มผู้มีรายได้น้อย ต้องหาเช้ากินค่ำ ถ้าวันนี้มาอบรมแล้วไม่มีรายได้ ก็จะลำบาก”

นอกจากนี้ นายชาติชายยังได้กล่าวถึงโครงการของธนาคารออมสินที่ช่วยเหลือลูกหนี้ที่อยู่ระหว่างการถูกฟ้องคดีว่าเป็นโครงการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทก่อนดำเนินคดีขึ้นสู่ศาล ซึ่งธนาคารออมสินได้ร่วมกับสำนักงานศาลยุติธรรม ในการเจรจากับลูกหนี้ที่อยู่ระหว่างการค้างชำระหนี้เกิน 90 วันขึ้นไป และอยู่ระหว่างการถูกฟ้องคดี

“ถ้าเราไกล่เกลี่ย ก่อนการดำเนินคดีได้ หนี้เหล่านั้นก็ไม่ต้องถูกฟ้องดำเนินคดี และศาลเองก็จะลดงานที่ต้องพิจารณา ใน 1 ปี จะมีคดีที่ต้องพิจารณาประมาณ 1 ล้านคดี แต่ถ้าเราไกล่เกลี่ยนอกศาลได้ ประมาณ 2 แสนคดี ก็จะลดงานของผู้พิพากษาไปได้ 20% ถือเป็นการลดงานได้ในปริมาณที่มาก ซึ่งเราจัดโครงการนี้เป็นปีที่ 10 แล้ว ถือเป็นธนาคารเดียวที่จัดร่วมกับสำนักงานศาลยุติธรรม เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ เราไม่อยากฟ้องลูกหนี้ แต่อยากจะไกล่เกลี่ย ตรงไหนที่ลูกหนี้ทำได้ ปรับปรุงโครงสร้างหนี้ได้ หรือไกล่เกลี่ยนอกศาลได้ ธนาคารออมสินก็ยินดีทำให้หมด และเขาก็จะเป็นลูกค้าที่มีประวัติดีขึ้น ในอนาคตก็สามารถกู้ยืมสถาบันการเงินต่อได้ แต่ถ้ายอมให้ถูกฟ้องร้องดำเนินคดี ซึ่งก็ขึ้นอยู่แต่ละนโยบายของแบงก์ ถ้าเกิดเป็นเอ็นพีแอลก็ต้องใช้กว่า 1 ปีถึงจะได้กลับมาใหม่ แต่ถ้าถูกฟ้องดำเนินคดี ต้องใช้เวลา 3 ปีถึงกลับมาใหม่ แต่กลับมาใหม่ก็ยังถูกระแวง เพราะเคยถูกฟ้องจากการไม่ยอมจ่ายหนี้ ทำให้สถาบันการเงินต้องระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อกับผู้ที่เคยมีประวัติติดค้างการชำระหนี้...

ธนาคารออมสินมีเป้าหมายเชิญลูกค้าเข้ามาไกล่เกลี่ยในปีนี้ประมาณ 6 หมื่นคน ซึ่งตามสถิติทุกปีจะมีลูกหนี้เข้ามาร่วมเจรจาประมาณ 40% หรือจะอยู่ที่ 2 หมื่นราย และก็สามารถไกล่เกลี่ยเป็นมูลหนี้ได้ประมาณสัก 40-50% ซึ่งปีนี้มูลหนี้อยู่ที่ 1.26 หมื่นล้านบาท และคาดว่าจะไกล่เกลี่ยมูลหนี้ได้ที่ 5.6 พันล้านบาท ตรงนี้ก็จะเป็นประโยชน์กับลูกหนี้ประมาณ 2 หมื่นรายที่จะเข้าสู่ระบบการไกล่เกลี่ยและกลับมาเป็นลูกหนี้ที่ดีได้ โดยปีนี้จะมีการเปิดให้ไกล่เกลี่ยทั่วประเทศประมาณ 60 ครั้งกับผู้พิพากษาที่ประจำศาลอยู่ทั่วประเทศ ซึ่งล่าสุดนี้เพิ่งเปิดไกล่เกลี่ยที่ศาลรัชดา 2 วัน โดยมีผู้เข้ามาไกล่เกลี่ยประมาณ 2 พันราย”

Credit ภาพ: <a href="http://www.freepik.com/free-photos-vectors/business">Business photograph designed by Pressfoto - Freepik.com</a>

1 view0 comments