เมื่อไรจะพร้อม?


ผมเป็นคนที่ชอบปลูกต้นไม้ทั้งไม้ดอกไม้ใบและไม้ผล งานอดิเรกที่ชอบทำคือการไปเดินชมและหาซื้อต้นไม้มาปลูกที่บ้านจนจะกลายเป็นป่า มีนก กระแต กระรอก รวมทั้งงูเขียวและงูเหลือมเข้ามาเยี่ยมเยือนเป็นแขกที่ไม่ได้รับเชิญอยู่เป็นประจำ

ที่น่าสังเกตคือ เดี๋ยวนี้มีไม้พันธุ์ใหม่ออกมาวางขายจนจำชื่อไม่ได้ ล้วนแล้วแต่ชื่อเพราะๆ เป็นมงคล อย่างกล้วยน้ำว้าก็มีพันธุ์ใหม่ๆ ให้ซื้อไปปลูก เช่น พันธุ์ปากช่อง พันธุ์มะลิอ่อง พันธุ์กาบขาว ฯลฯ หรืออย่างต้นไม้ที่ในอดีตไม่ปลูกในบ้านอย่างต้นลั่นทมก็กลายมาเป็นต้นไม้ยอดนิยมเพราะถูกเปลี่ยนชื่อให้น่าฟังว่าต้นลีลาวดี ก็มีพันธุ์ให้เลือกมากมายเช่น ขาวพวง เซ็กซี่พิงค์ ชมพู ร.5 เกล็ดแก้ว สุปราณีพิงค์ ฯลฯ ส่วนไม้ผลอย่างมะม่วงนั้นก็ถูกพัฒนาบ้าง เปลี่ยนชื่อบ้างมากมาย จนจำไม่ได้ทั้งมะม่วงกินดิบ และมะม่วงสุก

ก็ต้องยอมรับครับว่า บางทีพันธุ์ไม้ชื่อแปลกๆ บางส่วนเป็นการเปลี่ยนชื่อหรือรีแบรนด์ไม้ให้ไพเราะเพราะพริ้งขึ้น แต่จำนวนไม่น้อยเป็นการพัฒนาพันธุ์ใหม่ โดยฝีมือของเกษตรกรหรือนักวิชาการเกษตรของไทย

เพราะฉะนั้นการพัฒนาและปรับปรุงพันธุ์พืชให้ได้ผลผลิตสูงขึ้น ทนทานต่อโรคมากขึ้นและเพิ่มคุณภาพสี กลิ่น และรสของพืชนั้น จึงไม่น่าที่จะเป็นที่สองรองใคร แต่ดูเหมือนว่าจะไม่ได้มีการรับรองอย่างเป็นทางการ ซึ่งอาจเป็นเพราะสายพันธุ์ยังไม่นิ่งหรือเหตุอื่นใดก็ตาม ทำให้เกษตรกรและนักพัฒนาพันธุ์พืชของไทยไม่ได้ประโยชน์จากสิ่งที่เรียกว่าสิทธิประโยชน์ทางปัญญาเหมือนคนในชาติที่พัฒนาแล้ว

ผมเขียนถึงเรื่องนี้ เพราะเผอิญได้อ่านคำแถลงของกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศที่ออกมาในเดือนพฤษภาคมปีนี้ เกี่ยวกับอนุสัญญาระหว่างประเทศที่เน้นการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่และส่งเสริมการพัฒนาพันธุ์ใหม่ ที่ปัจจุบันมีสมาชิก 74 ประเทศ ซึ่งในจำนวนนี้มี 28 ประเทศที่เป็นประเทศกำลังพัฒนา ส่วนในอาเซียนก็มีเวียดนามและสิงคโปร์เป็นสมาชิก ขณะที่มาเลเซียกำลังจะเข้าร่วมอนุสัญญานี้ ส่วนประเทศไทยยังไม่ได้เป็นสมาชิก ทั้งๆ ที่หลายประเทศเหล่านี้เข้าเป็นสมาชิกเพราะเห็นว่าอนุสัญญาฉบับนี้ที่มีชื่อย่อภาษาอังกฤษว่า UPOV 1991 จะเป็นกลไกที่ช่วยส่งเสริมอุตสาหกรรมเมล็ดพันธุ์พืชและการพัฒนาพันธุ์พืชของตนให้เป็นสากล

ความจริงถ้ามองไทยเป็นประเทศเกษตรกรรมและเกษตรกรไทยมีความสามารถในการพัฒนาสายพันธุ์พืชใหม่ๆ แล้ว ประเทศไทยก็ควรจะเข้าเป็นสมาชิกเพื่อให้ได้รับความคุ้มครอง ไม่ให้ใครเข้ามาลอกเลียน แล้วเอาไปจดทะเบียนเพื่อให้ได้รับความคุ้มครองและการยอมรับในนานาชาติด้วยผลแห่งอนุสัญญาฉบับนี้

แต่สาเหตุที่ไทยยังไม่เข้าเป็นสมาชิกก็เพราะเหตุผลที่มักถูกนำขึ้นเอง และทำให้ไทยเสียโอกาสบ้างหรือช้าไปบ้าง ทำให้สูญเสียผลประโยชน์ของชาติในการเข้าร่วมกลุ่มกับประเทศอื่นเพื่อสร้างโอกาสหรือปกป้องผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ นั่นคือความไม่พร้อมที่จะปรับตัวให้เข้ากับกติกาสากล

ต้องยอมรับว่า การเข้าร่วมกลุ่มภาคีและรับเงื่อนไขและกติการะดับนานาชาติในขณะที่ยังไม่พร้อมนั้น ย่อมกระทบถึงผลประโยชน์ของประเทศและกลุ่มผลประโยชน์ที่เกี่ยวข้อง จึงเป็นการเหมาะสมอย่างยิ่งที่จะศึกษาผลกระทบ ผลดีผลเสียในการเข้าร่วมกลุ่มกับประเทศอื่น ก่อนที่จะลงนามในสนธิสัญญาฉบับใดก็ตาม

แต่ที่น่าคิดคือ เราจะได้อะไรจากการอ้างความ “ไม่พร้อม” ที่จะเข้าร่วมกลุ่มกับคนอื่น ทั้งๆ ที่โดยหลักการแล้ว การเข้าร่วมกลุ่มจะช่วยพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขัน เพิ่มผลผลิต ลดต้นทุน และรักษาสิทธิอันพึงมีพึงได้ของคนไทย

ในกรณีอนุสัญญา UPOV 1991 ฉบับนี้ สาเหตุหลักที่ทำให้ไทยยังไม่เข้าเป็นสมาชิกนั้นคือความวิตกที่ว่า ถ้าให้เมล็ดพันธุ์พืชได้รับความคุ้มครองแล้ว การเก็บพันธุ์พืชที่ปลูกไว้เพื่อเพาะปลูกในฤดูกาลผลิตถัดไปอย่างที่เคยทำ จะทำไม่ได้ และเกษตรกรจำเป็นต้องซื้อเมล็ดพันธุ์ใหม่ไปเพื่อเพาะปลูกนั้น ถ้ามองในแง่ที่ว่าเกษตรกรไทยหรือนักพัฒนาสายพันธุ์พืชของไทยไม่สามารถพัฒนาเมล็ดพันธุ์ที่ดีได้เอง ต้องซื้อเมล็ดพันธุ์จากคนอื่นมาปลูก ก็เป็นเหตุผลที่ไม่ควรเข้าร่วมอนุสัญญา แต่ถ้ามองมุมกลับว่า ถ้าเกษตรกรไทยหรือนักพัฒนาพันธุ์พืชของไทย สามารถพัฒนาเมล็ดพันธุ์และถูกต่างชาตินำสายพันธุ์ที่พัฒนาไปเพาะปลูกโดยไม่ต้องเสียเวลา และค่าใช้จ่ายในการพัฒนาเอง คนไทยจะกลายเป็นผู้เสียผลประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญาได้เหมือนกัน

นอกจากนั้น การอ้างเหตุผลไม่พร้อมก็ทำให้เกษตรกรและนักวิชาการไทยขาดแรงจูงใจที่จะพัฒนาเมล็ดพันธุ์และพันธุ์พืชใหม่ๆ ต้องพึ่งพาอาศัยบริษัทที่ขายเมล็ดพันธุ์เข้ามาผูกขาดตลาด ทำให้ราคาเมล็ดพันธุ์พืชแพงขึ้นอยู่ดี ไม่ว่าไทยจะเข้าเป็นสมาชิกอนุสัญญานี้หรือไม่ก็ตาม

เพราะฉะนั้น ความ “ไม่พร้อม” จึงน่าจะอยู่ในเงื่อนเวลาที่ชัดเจนว่า เราจะ “ไม่พร้อม” นานเท่าไร จึงจะพร้อมที่จะเข้าแข่งขันการพัฒนาเมล็ดพืชและพัฒนาสายพันธุ์ให้สมกับเป็นประเทศเกษตรกรรม และผู้ส่งออกสินค้าเกษตรรายใหญ่รายหนึ่งของโลก

อย่างไรก็ตาม ในคำแถลงของกรมเจรจาการค้าได้ระบุว่า รัฐบาลของประเทศสมาชิกสามารถเก็บเมล็ดพันธุ์พืชไว้เพาะปลูกในแปลงของตนเองในฤดูกาลผลิตถัดไปได้ ตามความเหมาะสมของพันธุ์พืชแต่ละชนิด

นอกจากนั้น กรมเจรจาการค้ายังชี้แจงว่า อนุสัญญา UPOV 1991 ไม่ได้มีข้อกำหนดใดๆ ในการส่งเสริมการค้าสินค้าตัดต่อพันธุกรรมหรือจีเอ็นโอ โดยรัฐบาลไทยยังสามารถออกกฎหมายหรือระเบียบข้อบังคับเพื่อประเมินผลกระทบของพันธ์พืชใหม่ที่มาจากการตัดต่อพันธุกรรม

นอกจากนั้นยังระบุว่า รัฐบาลไทยสามารถกำหนดให้มีการแบ่งปันผลประโยชน์ที่ได้จากการปรับปรุงพันธุ์ให้กับเกษตรกรหรือชุมชน ซึ่งเป็นเจ้าของพันธุ์พืชใหม่ และที่สำคัญคือถ้าไทยเข้าเป็นสมาชิกอนุสัญญาฉบับนี้จะทำให้อิทธิพลของบริษัทยักษ์ใหญ่ที่ผูกขาดธุรกิจเมล็ดพันธุ์ลดลง เพราะการคุ้มครองพันธุ์พืชที่พัฒนาใหม่จะทำให้เกิดนักปรับปรุงพันธุ์พืชเพิ่มขึ้นในอนาคต

ว่ามาถึงแค่นี้ ขอสรุปว่า อนุสัญญาฉบับนี้ก็เหมือนกับอนุสัญญาอีกหลายฉบับที่ค้างเติ่ง รอการตัดสินใจว่าไทยจะเข้าร่วมเป็นสมาชิกหรือไม่ โดยมีสาเหตุว่า “ยังไม่พร้อม” ก็น่าจะถึงเวลาที่จะนำข้อสังเกตของผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับการที่จะให้ประเทศเข้าร่วมกลุ่มกับประเทศอื่นมาพิจารณาแก้ไขให้เกิดความพร้อมอย่างเป็นจริงเป็นจังเสียที เพราะเป็นข้อสังเกตที่เป็นประโยชน์ และชี้ให้เห็นจุดอ่อนของความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ดีกว่าความเห็นที่เป็นนามธรรมด้านวิชาการลอกตำราฝรั่งมาเขียนเป็นไหนๆ

เพราะฉะนั้น ถ้าอยากให้ประเทศสามารถแข่งขันในระดับสากลได้ รัฐบาลคงจะต้องรีบกำหนดแนวทางและเวลาในการแก้ไขปัญหาความไม่พร้อมโดยเร็ว

เอาแค่ความไม่พร้อมของ TPP กับ UPOV 1991 ก็พอแล้วครับวันนี้

1 view0 comments