Search

คปภ. คลอดกฎหมายมารีน สวนทางนำเข้า-ส่งออกซบ


ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวต่อเนื่อง ประกอบกับเศรษฐกิโลกที่ซบเซาด้วยนั้น มีผลต่อธุรกิจนำเข้าและส่งออกของประเทศไทย ทำให้ธุรกิจประกันภัยทางทะเลและขนส่งไทยเติบโตไม่มากนัก โดยสำนักอัตราเบี้ยประกันวินาศภัย (IPRB) ระบุว่าช่วง 4 เดือนแรกปีนี้ อุตสาหกรรมประกันภัยมีเบี้ยประกันรับทางทะเลและขนส่งตรงรวม (มารีน) 1,789 ล้านบาท ติดลบ 2.06% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปีก่อน ในขณะที่มีจำนวนกรมธรรม์ 2.7 แสนฉบับ ติดลบ 0.4%

อย่างไรก็ตาม แม้ภาพรวมของเบี้ยมารีนจะไม่เติบโต แต่บริษัทประกันวินาศภัย 5 อันดับแรกของระบบที่มีเบี้ยมารีนสูงสุด มีเพียงรายเดียวที่ตัวเลขเบี้ยรับตรงติดลบ คือ โตเกียวมารีนประกันภัย ติดลบ 2.71% จากจำนวนเบี้ยรับ 272 ล้านบาท ขณะที่อีก 4 แห่งล้วนมีอัตราการเติบโต ได้แก่ มิตซุย สุมิโตโม อินชัวรันซ์ 180 ล้านบาท เตบโต 4.9% เอ็ม เอส ไอ จี ประกันภัย 163 ล้านบาท เติบโต 1.08% กรุงเทพประกันภัย 108 ล้านบาท เติบโต 10.29% และวิริยะประกันภัย 104 ล้านบาท เติบโต 27.59%

นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เปิดเผยว่านโยบายหลักๆเริ่มแรกที่ตนจะเร่งดำเนินการ นั่นคือ การยกร่างกฎหมายประกันภัยทางทะเลและขนส่ง หรือมารีน เพราะพบว่าประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายนี้เป็นของตัวเอง พร้อมกับจะแก้ไขให้กรมธรรม์ลดความยุ่งยากซับซ้อนลงมาด้วย โดยเฉพาะการใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลักในกรมธรรม์ ทำให้ตลาดเบี้ยประกันภัยมารีนไม่ค่อยขยายตัวมากนัก เมื่อเทียบกับการประกันภัยชนิดอื่นๆ

ผลการประชุมคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกันภัยธุรกิจประกันภัย เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2559 โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบในหลักการของร่างพระราชบัญญัติการประกันภัยทางทะเล และให้สำนักงาน คปภ. เสนอร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าวต่อกระทรวงการคลังเพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาต่อไป

เนื่องจากการประกันภัยทางทะเลเป็นธุรกรรมที่สำคัญประเภทหนึ่งในระบบการค้าระหว่างประเทศ การขนส่งสินค้า การเดินเรือในประเทศและระหว่างประเทศ แต่ประเทศไทยกลับไม่มีกฎหมายประกันภัยทางทะเลเป็นของตนเองไว้ใช้ เมื่อเกิดข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาประกันภัยทางทะเล ศาลฎีกาได้นำกฎหมายประกันภัยทางทะเลของประเทศอังกฤษมาปรับใช้ในฐานะหลักกฎหมายทั่วไป ตั้งแต่ พ.ศ. 2496 ซึ่งสามารถช่วยได้ในระดับหนึ่ง

แต่เพราะเป็นกฎหมายของต่างประเทศ จึงมีความยุ่งยากในการนำสืบหลักกฎหมายและมีบางส่วนที่ไม่เหมาะสมที่จะใช้กับประเทศไทย ประกอบกับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์กำหนดให้การประกันภัยทางทะเลอยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายเฉพาะ แยกจากกฎหมายประกันภัยในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

การยกร่าง พ.ร.บ. การประกันภัยทางทะเลนี้จะทำให้ประเทศไทยมีกฎหมายประกันภัยทางทะเล ของตนเองเป็นครั้งแรก ถือเป็นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานครั้งสำคัญที่จะเป็นกลไกในการช่วยเพิ่มศักยภาพเศรษฐกิจไทยด้านอุตสาหกรรมประกันภัยทางทะเลและขนส่งให้แข่งขันในเวทีโลกได้ ทั้งยังเป็นประโยชน์ต่อกระบวนการพิจารณาวินิจฉัยข้อพิพาทของศาล เป็นจุดเริ่มในการสร้างบรรทัดฐานในการใช้การตีความกฎหมายประกันภัยทางทะเลของไทย ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อคู่ความในคดีที่ไม่ต้องนำสืบหลักกฎหมายของต่างประเทศ เป็นการสร้างความเชื่อมั่นแก่ทั้งผู้ประกอบการและประชาชนในผลแห่งคดี รวมทั้งยังสามารถใช้เป็นเครื่องมืออันเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการเสริมประสิทธิภาพการกำกับดูแลธุรกิจประกันภัยของ คปภ. อีกด้วย

“เดิมกรมเจ้าท่าได้ตั้งคณะทำงานเพื่อจัดทำร่าง พ.ร.บ. การประกันภัยทางทะเล พ.ศ. ... มาก่อน แต่จากการประสานความร่วมมือ กรมเจ้าท่าเห็นชอบให้ คปภ. เป็นผู้รับผิดชอบหลักในการผลักดันร่าง พ.ร.บ. การประกันภัยทางทะเลฉบับนี้ โดยยินดีร่วมเป็นคณะทำงานด้วย”

คปภ. จึงตั้งคณะทำงาน 2 คณะ ประกอบด้วย 1.คณะกรรมการเพื่อศึกษาความจำเป็นในการจัดทำร่าง พ.ร.บ.ประกันภัยทางทะเล พ.ศ. .... ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญทั้งในด้านวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญในภาคปฏิบัติ หน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง ผู้แทนจากกรมเจ้าท่า ผู้เชี่ยวชาญทางด้านกฎหมายจากกรมสนธิสัญญา รวมถึงผู้มีส่วนได้เสียจากทุกภาคส่วน ประกอบด้วย ผู้แทนสมาคมประกันวินาศภัยไทย สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย สมาคมเจ้าของเรือไทย สมาคมเจ้าของเรือและตัวแทนเรือกรุงเทพ สมาคมผู้รับจัดการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ ผู้บริหารและพนักงาน คปภ. โดยมีเลขาธิการ คปภ. เป็นประธาน เพื่อศึกษา วิเคราะห์และให้ความเห็นในการจัดทำร่าง พ.ร.บ. การประกันภัยทางทะเล พ.ศ. .... และ 2. คณะทำงานเพื่อศึกษาและจัดทำร่าง พ.ร.บ.ประกันภัยทางทะเล พ.ศ. ... ซึ่งประกอบด้วยนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านการประกันภัยทางทะเล โดยมีอำนาจหน้าที่หลักในการจัดทำและเสนอร่าง พ.ร.บ. การประกันภัยทางทะเล

คณะทำงานได้ยกร่าง พ.ร.บ การประกันภัยทางทะเล โดยใช้หลักการเดียวกับ พ.ร.บ. การประกันภัยทางทะเล (Marine Insurance Act 1906) และที่แก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ. ประกันภัย (Insurance Act 2015) ของอังกฤษ ซึ่งเป็นหลักการที่นานาประเทศใช้อยู่ในปัจจุบัน ทั้งยังได้ปรับปรุงให้สอดคล้องกับบริบทของกฎหมายไทย ร่าง พ.ร.บ.ประกันภัยทางทะเล พ.ศ. ... แบ่งออกเป็น 15 หมวด 134 มาตรา โดยมีสาระสำคัญ ในเรื่องการกำหนดสิทธิและหน้าที่ระหว่างผู้รับประกันภัยและผู้เอาประกันภัยตามสัญญาประกันภัยทางทะเล มีหลักการทั่วไป เช่น หลักสุจริตอย่างยิ่ง หลักส่วนได้เสีย หลักรับช่วงสิทธิ รวมถึงการจำแนกประเภทของสัญญาประกันภัยทางทะเลและหลักการคำนวณสินไหมทดแทนสำหรับการประกันภัยแต่ละประเภท เป็นต้น

“เมื่อร่างเสร็จสมบูรณ์ คณะทำงานที่มาจากทุกภาคส่วนได้ร่วมกันพิจารณาแล้ว เห็นว่า ร่าง พ.ร.บ. การประกันภัยทางทะเลฉบับนี้สอดคล้องกับหลักกฎหมายและวิธีปฏิบัติทางการค้าระหว่างประเทศและยังสอดรับกับระบบกฎหมายและวิธีปฏิบัติของประเทศไทย ซึ่งคณะทำงานได้นำร่าง พ.ร.บ. ที่ยกร่างนี้ผ่านการรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้เสียเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยผลการรับฟังความคิดเห็นได้รับเสียงสนับสนุนเป็นเอกฉันท์” เลขาธิการ คปภ. กล่าวเสริมในที่สุด.


For advertising please call: 02-2534691