ขุนคลังจิ๋วปลื้มหุ้นขึ้น..ต่างประเทศซื้อหุ้นไทย “คิดถูกแล้ว”


“นักลงทุนจะมองอนาคตว่าจะดีหรือไม่ดี หากคิดว่าสิ่งที่รัฐบาล และเอกชนทำเป็นสิ่งที่ถูก และนำพาประเทศไปในทางที่ดีได้ หุ้นก็จะขึ้น ซึ่งที่ผ่านมาเราเองไม่ต้องบอกเขาเขาก็ติดตามเราอยู่แล้ว แต่วันนี้เรามาบอกเขาย้ำให้เขามั่นใจว่า ที่เขาคิดน่ะถูกแล้ว หุ้นถึงได้ขึ้นอยู่ทุกวันนี้”

ขุนคลังจิ๋ว-อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ กล่าวในงาน Thailand Focus 2016 ซึ่งถือเป็นเวทีการพบปะระหว่างนักลงทุนสถาบันต่างประเทศ และบริษัทจดทะเบียนของไทยครั้งยิ่งใหญ่ ที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ จะเป็นเจ้าภาพหลักจัดงานนี้ขึ้นเป็นประจำทุกปี

ในปี 2559 นี้งาน Thailand Focus 2016 จัดขึ้นโดย ตลาดหลักทรัพย์ฯ จับมือกับ บล. ภัทร และ ธนาคารแห่งอเมริกา เมอร์ริล ลินซ์ ภายใต้แนวคิด "A New Growth Strategy" ที่จะแสดงถึงศักยภาพของประเทศและตลาดทุนไทย โดยมีบริษัทจดทะเบียนไทยกว่า 140 บริษัทเข้าร่วมให้ข้อมูล แก่บรรดาผู้แทนนักลงทุนสถาบัน 112 รายจากทั่วโลกเดินทางมาร่วมงาน เพื่อรับฟังข้อมูลต่างๆ โดยกล่าวได้ว่า ปีนี้เป็นหนึ่งในไม่กี่ปีตลอดช่วง 10 ปีที่ผ่านมาที่มีการจัดงานแล้ว จะสามารถให้ข้อมูลกับนักลงทุนต่างชาติได้อย่างสบายใจ เนื่องจากเป็นช่วงที่ ตลาดหุ้นไทย อยู่ในมอนิเตอร์ของนักลงทุนต่างชาติมากเป็นพิเศษในปีนี้ ดังจะเห็ได้จาก มูลค่าการซื้อขายของนักลงทุนต่างชาติ ที่เป็นผู้ซื้อสุทธิ นับจากต้นปีจนถึงสินเดือนสิงหาคม มากกว่า 111,000 ล้านบาท และเป็นผู้ซื้อที่มีบทบาทสำคัญปลักดันให้ดัชนีตลาดหุ้นไทย พลิกกลับขึ้นมาเป็นบวกตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา

ดังคำกล่าวของ รัฐมนตรีคลังที่ว่า นักลงทุนต่างชาติ มีความมั่นใจ และ”ซื้อหุ้นไทย” กันอยู่แล้ว จนทำให้ตลาดหุ้นไทย โดดเด่นที่สุดในเอเชียเวลานี้

ทั้งนี้ นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีคลัง ที่เป็นประธานเปิดงาน Thailand Focus 2016 ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษ “นโยบายรัฐขับเคลื่อนเศรษฐกิจสู่การเจริญเติบโตอย่างยั่งยืน” เพื่อตอบย้ำความเชื่อมมั่นให้กับนักลงทุนเพิ่มเติมว่า การเข้ามาลงทุนในไทยเป็นความคิดที่ถูกต้องแล้ว เพราะประเทศไทยเป็นประเทศที่มีอนาคต โดยเฉพาะ การที่ รัฐบาลทำให้น้า ในการสร้างรากฐานต่างๆ เพื่อการขยายัวเติบดตของเศรษฐกิจ และสนับสนุนนักลงทุนในตลาดหุ้น

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ย้ำกับนักลงทุนได้รู้ถึงความตั้งใจในการทำงานของรัฐบาล

การดำเนินนโยบายต่างๆ ของรัฐบาลที่ผ่านมา ซึ่งสามารถเดินหน้าได้ตามแผนที่ได้มีการกำหนดไว้ทั้ง 3 ขั้นตอน คือ การทำให้เศรษฐกิจมีความมั่นคง การช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย และการลงทุนของภาครัฐ

ซึ่งผลจากการดำเนินการดังกล่าวทำให้เศรษฐกิจไทยในช่วงไตรมาส 1/2559 ขยายตัวได้ร้อยละ 3.5 สูงที่สุดในรอบ 13 ไตรมาส และยังมีโอกาสที่จะเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง โดยสิ่งเร่งด่วนที่ดำเนินการ คือ การให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการขนาดกลาง และขนาดเล็ก (SME) กลุ่มเกษตรกร และผู้มีรายได้น้อย นอกจากนี้ ยังได้เร่งรัดการลงทุน ให้กลุ่มอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่มีประสบการณ์ในตลาดสูงมีโอกาสในการขยายงานได้เพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ ยังได้เร่งพัฒนาระบบอี-เพย์เมนต์ เพื่อให้สามารถทำธุรกรรมทางการเงินได้อย่างรวดเร็ว และได้มาตรฐานเป็นที่ยอมรับต่อนานาประเทศ

“ในปีนี้ภาครัฐยังคงเดินหน้าในเรื่องของการ ลงทุน การสนับสนุนการลงทุนภาคเอกชน การพัฒนาการผลิต ด้วยการวิจัยและพัฒนา”

สิ่งที่ รัฐมนตรีอภิศักดิ์ พยายามส่งสัญญาณถึงนักลงทุนในงานนี้ก็คือ การเน้นย้ำในเรื่องของการลงทุนสร้างพื้นฐานของรัฐบาลเพื่อให้ประเทศให้มั่นคง รับรองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต

“ทั้งนี้ ในปี 2559 รัฐบาลยังเดินหน้าพัฒนาประเทศต่อเนื่อง โดยเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อให้เอกชนลงทุนเพิ่มขึ้น และให้สิทธิประโยชน์ด้านต่างๆ นอกจากนี้ ยังจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ EEC เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตของประเทศ นอกจากนี้ ยังได้เน้นการวิจัย และพัฒนา เพื่อสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ในการเสริมสร้างมูลค่า และให้เป็นผู้นำในภูมิภาคอาเซียน”

ทั้งนี้สิ่งที่นำมาซื้อความพึงพอใจก็คือ การสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศได้ ทำให้ในปี 2559 นี้ตลาดหลักทรัพย์ของไทย เป็นตลาดที่มีมูลค่าการลงทุนสูงสุดในอาเซียน ในขณะที่เรื่องค่าเงินบาทนั้น มั่นใจว่าธนาคารแห่งประเทศไทยจะสามารถดูแลได้

“ในการจัดงานครั้งนี้ ซึ่งเป็นครั้งที่ 10 ถือได้ว่าเป็นปีที่มีนักลงทุนเข้าร่วมงานมากกว่าทุกครั้ง สะท้อนว่าขณะนี้ประเทศไทยได้รับความสนใจจากนักลงทุนทั่วโลก ซึ่งตามปกติแล้วดัชนี SET Index เป็นตัวสะท้อนเศรษฐกิจภายในประเทศ โดยหากเศรษฐกิจดีการเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นจะมีความคึกคัก และมีการปรับตัวขึ้นของ Index อย่างมาก

อย่างไรก็ตาม แม้ที่ผ่านมา หลายฝ่ายจะให้ความเห็นว่าเศรษฐกิจไทยเริ่มปรับตัวค่อยๆ เติบโตขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่ตลาดหุ้นไทยกลับปรับขึ้นแรงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก และให้ผลตอบแทนสูงถึง 20% แสดงให้เห็นว่าผู้ลงทุนต่างประเทศเห็นว่าประเทศไทยอยู่ในจังหวะที่จะปรับขึ้น

นักลงทุนจะมองอนาคตว่าจะดีหรือไม่ดี หากคิดว่าสิ่งที่รัฐบาล และเอกชนทำเป็นสิ่งที่ถูก และนำพาประเทศไปในทางที่ดีได้ หุ้นก็จะขึ้น ซึ่งที่ผ่านมา เราเองไม่ต้องบอกเขา เขาก็ติดตามเราอยู่แล้ว แต่วันนี้เรามาบอกเขาย้ำให้เขามั่นใจว่า ที่เขาคิดถูกแล้ว หุ้นถึงได้ขึ้นอยู่ทุกวันนี้ สำหรับเขตเศรษฐกิจพิเศษ EEC ซึ่งจะทำให้ภาคตะวันออกของไทยฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง สัญญาณการลงทุนในภาคเศรษฐกิจจริงมีอยู่ คำขอบีโอไอ เพิ่มขึ้นเท่าตัว แต่ภาคเอกชนที่ยังไม่ฟื้นตัวมากนัก เพราะเอกชนต้องวางแผนธุรกิจ

ดังนั้น สิ่งที่รัฐบาลพยายามผลักดัน คือ หนุนให้เอกชนเร่งลงทุนช่วงนี้ เพื่อรองรับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกในอีก 1-2 ปีข้างหน้า จังหวะจะเป็นเรื่องที่ดีที่เอกชนนำพาตัวเองแข่งกับเศรษฐกิจโลกได้ และรัฐบาลทำพื้นฐานรองรับไว้ทุกด้าน เมื่อเอกชนดีประเทศโดยรวมจะดีด้วย”

อนึ่งงาน ไทยแลนด์โฟกัส ครั้งนี้ มีบริษัทจดทะเบียนตลาดหุ้นไทย 140 บริษัทจากทุกกลุ่มอุตสาหกรรมทั้งบริษัทขนาดใหญ่ กลาง ไปจนถึงขนาดเล็ก และ บจ. ใน mai โดยมีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวมถึง 11.75 ล้านล้านบาท คิดเป็นเกือบ 77% ของมูลค่ารวมของตลาด ( ณ 22 ส.ค. 2559) เข้ามาให้ข้อมูลจุดเด่นของบริษัทเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนจากต่างชาติในครั้งนี้ด้วย

(Credit ภาพ: http://www.mof.go.th)

1 view0 comments