มองครึ่งปีหลังแบงก์พาณิชย์ดีขึ้น..รายได้เพิ่ม/สินเชื่อโต/หนี้เสียลด


ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองภาพรวมธุรกิจธนาคารพาณิชย์ครึ่งปีหลังส่อแววดีขึ้น จากการบริหารต้นทุนเหมาะสม ดันส่วนต่างดอกเบี้ยเพิ่ม รายได้ค่าธรรมเนียมยังไม่ถูกกระทบจากพร้อมเพย์ สินเชื่อมีโอกาสโตได้จากรายใหญ่บางกลุ่มและเอสเอ็มอีซัปพลายเชน ด้านหนี้เสียแม้ยังขึ้นแต่อัตราชะลอลง ชี้ระยะกลางถึงยาวยังต้องเตรียมรับมือหลักเกณฑ์ต่างๆ ทั้งการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีทางการเงินที่รวดเร็ว

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย รายงานคาดการณ์ภาวะธุรกิจธนาคารพาณิชย์ในช่วงครึ่งหลังว่า ผลประกอบการธนาคารพาณิชย์ไทยช่วงครึ่งแรกของปี 2559 ออกมาค่อนข้างสอดคล้องกับการคาดการณ์ของตลาด โดย 10 ธนาคารพาณิชย์ไทย (ไม่นับรวมธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์) มีกำไรสุทธิรวม 96,854 ล้านบาท ลดลง 6.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการตั้งสำรองหนี้สูญที่เพิ่มขึ้นกว่า 31.6% เพื่อเป็นกันชนสำหรับเฝ้าระวังปัญหาหนี้เสียที่อาจจะปรับเพิ่มขึ้นในอนาคต

ส่วนการเติบโตของรายได้ดอกเบี้ยสุทธิยังอยู่ในเกณฑ์ดี จากความพยายามบริหารรายจ่ายดอกเบี้ยให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ทำให้อัตราส่วนผลตอบแทนจากสินทรัพย์ที่ก่อใหเกิดรายได้สุทธิ (NIM) อยู่ที่ระดับ 3.18% ปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากสิ้นปี 2558 ที่ 3.10% สอดคล้องกับรายได้ค่าธรรมเนียมของธนาคารพาณิชย์ที่เติบโตต่อเนื่อง ขณะที่ สัดส่วน NPL ต่อสินเชื่อรวมของ 10 ธนาคารพาณิชย์ เพิ่มขึ้นจากระดับ 2.89% ณ สิ้นปี 2558 มาที่ระดับ 3.08% ในสิ้นไตรมาส 2/2559

ทั้งนี้ เมื่อมองต่อไปในช่วงครึ่งหลังของปี 2559 คาดว่า ภาพรวมธุรกิจและผลการดำเนินงานของธนาคารพาณิชย์ไทยยังเผชิญหลายปัจจัยท้าทาย ไม่ว่าจะเป็นการเติบโตของรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่ยังขึ้นกับการบริหารต้นทุนดอกเบี้ยจ่าย ขณะที่ รายได้ค่าธรรมเนียมอาจค่อนข้างทรงตัวจากครึ่งปีแรก และต้องรับมือกับการเปิดใช้พร้อมเพย์ (PromptPay) ในช่วงท้ายเดือนตุลาคม ส่วนคุณภาพสินทรัพย์ยังเป็นประเด็นที่ต้องติดตามต่อเนื่องและส่งผลต่อผลการดำเนินงานของธนาคารพาณิชย์ต่อไปอีกระยะหนึ่ง โดยมีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้

รายได้ดอกเบี้ยสุทธิของธนาคารพาณิชย์ ยังเติบโตได้ต่อเนื่องจากความพยายามบริหารจัดการต้นทุนดอกเบี้ยจ่าย ส่วนสินเชื่อมีแนวโน้มขยายตัวเร่งขึ้น โดยปัจจัยสำคัญที่ช่วยประคองรายรับดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์ในช่วงที่ผ่านมาและคงต่อเนื่องไปถึงช่วงครึ่งหลังของปี 2559 คงหนีไม่พ้นการบริหารต้นทุนดอกเบี้ยจ่ายด้วยการดูแลเงินฝากให้เติบโตสอดคล้องกับความต้องการสภาพคล่องทางการเงินภายใต้ต้นทุนทางการเงินที่เหมาะสม โดยคาดว่าการออกแคมเปญเงินฝากประจำในระยะถัดไปน่าจะเพื่อรองรับการครบกำหนดของเงินฝากเดิมเป็นหลัก ซึ่งเมื่อผนวกกับการเคลื่อนย้ายเงินออมสู่ทางเลือกอื่นๆ เพื่อแสวงหาผลตอบแทนที่ดีขึ้นของผู้ออม ทำให้การเติบโตของเงินฝากในปี 2559 อยู่ในระดับจำกัดหรืออาจขยายตัวได้เพียง 3.0% เทียบกับปีก่อน

ขณะที่ เงินให้สินเชื่อมีโอกาสเติบโตสูงกว่าเงินฝาก แม้ว่าเป้าหมายสิ้นปีที่ 4.0% จะเผชิญความท้าทายมากขึ้น จากการชำระคืนสินเชื่อของทั้งภาครัฐและผู้ประกอบการรายใหญ่บางรายที่หันไประดมทุนผ่านหุ้นกู้ อย่างไรก็ดี การเร่งเบิกจ่ายงบลงทุนขนาดใหญ่ที่มีโอกาสหนาแน่นขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี คงหนุนให้สินเชื่อธุรกิจรายใหญ่ในบางอุตสาหกรรมและสินเชื่อผู้ประกอบการรายย่อยที่อยู่ในซัปพลายเชนสามารถเติบโตได้ในทิศทางที่สอดคล้องกัน ส่วนสินเชื่อลูกค้ารายย่อย แม้มีโอกาสเติบโตชะลอลงจากผลของฐานที่สูงในปีก่อน และหนี้ครัวเรือนที่กดดันการเติบโตในภาพรวม แต่เมื่อพิจารณายอดคงค้างแล้ว คาดว่าสินเชื่อรายย่อยในช่วงครึ่งหลังของปี จะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากการเข้าสู่ฤดูกาลใช้จ่าย แม้ถูกกดดันด้วยภาวะเศรษฐกิจในประเทศที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ก็ตาม

ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า แม้ธนาคารพาณิชย์จะเผชิญแรงกดดันจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลงขาเดียวในช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา และน่าจะกดดันรายรับดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์ตลอดช่วงที่เหลือของปีนี้ แต่การบริหารต้นทุนดอกเบี้ยจ่ายของธนาคารพาณิชย์ที่รัดกุม คงทำให้อัตราส่วนผลตอบแทนจากสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายไดสุทธิ (NIM) ของธนาคารพาณิชย์ (10 แห่ง) ในช่วงครึ่งหลังของปี จะมีโอกาสทรงตัวอยู่ที่ระดับ 3.15-3.18% ซึ่งใกล้เคียงกับช่วง 6 เดือนแรกของปีที่ระดับ 3.18%

สำหรับรายได้ค่าธรรมเนียมสุทธิของธนาคารครึ่งปีหลัง คาดว่าจะเผชิญความท้าทายจากเศรษฐกิจไทยที่ยังทยอยฟื้นตัว อย่างไรก็ดี รายได้ค่าธรรมเนียมสุทธิของธนาคารพาณิชย์อาจเติบโตได้ใกล้เคียงกับครึ่งแรกที่ 4.2% จากการเติบโตของธุรกรรมบัตรเครดิตและธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ที่มีแนวโน้มขยายตัวดีขึ้นจากการใช้จ่ายในช่วงท้ายปีและความนิยมของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้น

ส่วนการเดินหน้าของโครงการพร้อมเพย์ (PromptPay) ตามแผน National e-Payment อาจยังกดดันรายได้ค่าธรรมเนียมในปี 2559 ไม่มากนัก เนื่องจากมีกำหนดบังคับใช้ในช่วงปลายเดือนตุลาคม 2559 ทำให้ผลกระทบต่อรายได้ค่าธรรมเนียมเพียง 2 เดือนสุดท้ายของปีเท่านั้น หลังมีการปรับลดอัตราค่าธรรมเนียมการโอนลงค่อนข้างมากจากปัจจุบัน

อย่างไรก็ดี แรงกดดันของพร้อมเพย์ต่อรายได้ของธนาคารในปี 2560 น่าจะปรับเพิ่มขึ้นจากปีนี้ เนื่องจากกระทบเต็มปี อีกทั้งค่าธรรมเนียมการโอนเงินยังมีสัดส่วนราว 5% ของรายได้ค่าธรรมเนียมของธนาคารพาณิชย์ ซึ่งคาดว่าผลกระทบจะแปรผันตามอัตราการยอมรับนวัตกรรม (Adoption Rate) และปริมาณธุรกรรมพร้อมเพย์ที่เกิดขึ้นในปีหน้า โดยคาดว่า Adoption rate ที่เพิ่มขึ้นทุกๆ 10% จะทำให้รายได้ค่าธรรมเนียมลดลงประมาณ 0.5% ของรายได้ค่าธรรมเนียมรวมของธนาคาร เช่น หาก Adoption rate ของพร้อมเพย์อยู่ที่ระดับ 30-60% ในปี 2560 ผลกระทบสุทธิต่อรายได้ค่าธรรมเนียมของธนาคารพาณิชย์น่าจะอยู่ที่ระดับ 1.5-3.0% ของรายได้ค่าธรรมเนียม เป็นต้น

ด้านสถานการณ์หนี้เสีย คาดว่าสัดส่วน NPL ขยับขึ้นต่อเนื่อง แต่ในอัตราที่ชะลอลง ซึ่งเมื่อประเมินภาพหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือ NPL ของธนาคารพาณิชย์ ในช่วงครึ่งหลังของปี 2559 คาดว่า อัตราการเพิ่มขึ้นของ NPL ที่ต่อเนื่องมาหลายไตรมาสอาจชะลอลงในช่วงครึ่งหลังของปี เนื่องจากการตกชั้นของสินเชื่อหรือ NPL รายใหม่ (New NPL) ลดลงเป็นลำดับ เนื่องจากธนาคารพาณิชย์เข้าดูแลและช่วยเหลือลูกค้าที่มีความเสี่ยงอย่างใกล้ชิด เพื่อควบคุม NPL ในภาพรวม หากยังต้องติดตามสถานการณ์คุณภาพหนี้ในช่วงครึ่งหลังของปี 2559 โดยเฉพาะกลุ่มที่มีความอ่อนไหวต่อปัจจัยเสี่ยงทางเศรษฐกิจ

ขณะที่ทิศทางการกันสำรองของธนาคารพาณิชย์เพิ่มขึ้นในอัตราชะลอลง สอดคล้องกับแนวโน้ม NPL จากนโยบายเร่งกันสำรองของธนาคารพาณิชย์ในช่วงที่ผ่านมา ทำให้สัดส่วนเงินสำรองต่อสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ของธนาคารพาณิชย์ปรับตัวสูงขึ้นแตะระดับ 128.2% ในไตรมาส 2/2559 จากระดับ 127.2% ณ สิ้นปี 2558 ซึ่งน่าจะแข็งแกร่งเพียงพอต่อการเตรียมความพร้อมรับมือกับการตกชั้นของสินเชื่อในอนาคตที่มีแนวโน้มชะลอลงจากช่วงก่อนหน้า และไม่ต้องตั้งสำรองพิเศษในช่วงที่เหลือของปี ดังนั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จึงประเมินว่าทิศทาง Credit Cost (อัตราส่วนสำรองต่อเงินให้สินเชื่อเฉลี่ย) ของธนาคารพาณิชย์จะมีแนวโน้มปรับลดลงจากระดับ 1.5% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2559 มาที่ระดับ 1.3% ในครึ่งหลังของปี

ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย สรุปการคาดการณ์ว่า ผลการดำเนินงานของธนาคารพาณิชย์ในช่วงครึ่งหลังของปี 2559 ยังคงต้องเผชิญกับหลากหลายความท้าทายที่รออยู่ข้างหน้า ไม่ว่าจะเป็นการประคองรายได้ดอกเบี้ยและรายได้ค่าธรรมเนียม รวมถึงการรักษาคุณภาพสินทรัพย์ ท่ามกลางการแข่งขันระหว่างธนาคารที่ยังคงเข้มข้น และภาวะเศรษฐกิจไทยที่ยังอยู่ระหว่างเส้นทางการฟื้นตัว

นอกจากนี้ ธนาคารพาณิชย์คงต้องเตรียมความพร้อมเพื่อกระตุ้นให้ผู้ใช้บริการทางการเงินหันมาใช้บริการพร้อมเพย์เพิ่มขึ้น เพราะปริมาณธุรกรรมพร้อมเพย์ที่เพิ่มขึ้น นอกจากจะช่วยลดแรงกดดันต่อธนาคารพาณิชย์ผ่านต้นทุนการจัดการเงินสดที่ถูกลงกว่าบริการเงินสดผ่านเคาน์เตอร์ธนาคารแล้ว ยังเป็นการเพิ่มความพร้อมก่อนเข้าสู่การเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างอื่นๆ ที่รออยู่ในระยะถัดไป และนำไปสู่การนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ๆ ได้อีกด้วย

ขณะที่ ในระยะกลางถึงยาว ธนาคารพาณิชย์ยังต้องเตรียมรับมือกับการบังคับใช้หลักเกณฑ์ต่างๆ อาทิ Basel III และการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีทางการเงินที่เป็นไปอย่างรวดเร็ว เพื่อให้ธนาคารพาณิชย์เข้าสู่ช่วงการเปลี่ยนผ่านทางกฎระเบียบและเทคโนโลยีได้อย่างมีความพร้อมสูงสุด

0 views0 comments

For advertising please call: 02-2534691