เซียน "กฤชรัตน์" มองขาขึ้น..รวยเร็วต้อง'ทอง'

นักลงทุนทองคำ Wait and See หลังฟันกำไรหลายรอบในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา หมอกฤชรัตน์มั่นใจระยะกลางและยาวยังเป็นขาขึ้น แม้ระยะสั้นจะผันผวนขึ้น-ลงเป็นพักๆ ถือเป็นโอกาสทองของคนที่ชอบรวยเร็ว แต่ความรู้ความเข้าใจต้องแม่นเป๊ะ พร้อมแนะนำ Gold-D การลงทุนทองคำแนวใหม่ ซื้อง่าย-ขายคล่อง ซื้อขายล็อทใหญ่ได้ไม่อั้น ราคาอิงดอลลาร์ กำไรจุใจกว่า Gold Futures

นพ.กฤชรัตน์ หิรัณยศิริ ประธานกรรมการ กลุ่มบริษัท MTS Gold แม่ทองสุก และ บริษัท เอ็ม ที เอส โกลด์ ฟิวเจอร์ จำกัด กล่าวในรายการ “เซียนเศรษฐกิจ” ที่จัดโดยกอง

บรรณาธิการน.ส.พ.“ดอกเบี้ยธุรกิจ” ถึงภาพรวม ราคาทองคำในขณะนี้ที่ดูเหมือนจะปรับตัวลดลงว่าเป็นการปรับลดในระยะสั้น แต่ในระยะกลางและระยะยาวยังถือว่าเป็นแนวโน้มขาขึ้น

“ตัวเลขเศรษฐกิจที่ออกมาเมื่อกลางเดือนสิงหาคมออกมาดี เช่น ตัวเลขการจ้างงาน ยอดการขายบ้าน แต่ก็มีบางตัวที่ไม่ดีบ้าง เช่น ภาคอุตสาหกรรม โดยภาพรวมของเงินดอลลาร์มีทั้งแข็งค่าขึ้นและอ่อนค่าลง คือกลับไปกลับมา ส่วนภาพรวมของทองคำจะเห็นได้ว่าเมื่อ 3 สัปดาห์ก่อนก็ขึ้นเหมือนกัน แต่ 2 สัปดาห์ที่แล้วก็ปรับตัวลดลง แต่ลดลงไม่มาก 15-20 ดอลลาร์/ออนซ์ เรียกว่าตอนนี้อยู่ในกรอบ 1,335 – 1,355 ดอลลาร์/ออนซ์”

น.พ.กฤชรัตน์กล่าวด้วยว่า ภาพรวมทองคำในระยะสั้นจะเคลื่อนตัวอยู่ในกรอบ 1,335-1,355 ดอลลาร์/ออนซ์ไปจนกว่าจะมีข่าวใหม่เข้ามา โดยข่าวที่ตลาดค่อนข้างต้องการคือการขึ้นดอกเบี้ยของเฟด ซึ่งจากการวิเคราะห์โดยทั่วไปมากกว่า 70% มองว่าการประชุมของเฟดในกลางเดือนกันยายนจะยังไม่ประกาศขึ้นดอกเบี้ย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าขาขึ้นของทองคำจะจบลง

“สิ่งที่เกิดขึ้นในตลาดทองคำและตลาดเงินดอลลาร์คือการผันผวนขึ้น-ลง ทำให้ราคาทองคำปรับตัวขึ้น-ลงผันผวนเช่นเดียวกัน ดังนั้น Position จึงควรเป็นลักษณะของสมดุล คำว่าสมดุลหมายความว่า ไม่ถือยาวหรือสั้นมากเกินไปและทำกำไรในระยะสั้นไปก่อน เนื่องจากลักษณะแบบนี้เคลื่อนตัวแบบ Side Way หมายความว่าไม่มีทิศทางที่ชัดเจนว่าจะขึ้นหรือลง การที่นักลงทุนจะทำกำไรระยะสั้นคือ ราคาลงมาบริเวณแนวรับที่ 1,335 และขึ้นไปบริเวณแนวต้านที่ 1,355 บวกลบแนวนี้ แต่ถ้าหลุดขึ้นจากนี้หรือหลุดต่ำกว่าด้านล่างลงไป คำแนะนำคือให้ Follow ตาม Direction นั้น เพราะถ้าหลุดขึ้นไปหรือหลุดลงมา Direction ของตลาดก็จะเปลี่ยนตามแนวนั้น...

ตอนนี้นักลงทุนส่วนใหญ่ Wait and See เพราะขายทำกำไรกันมาพอสมควรแล้วในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งขายออกมาพอสมควร โดยเฉพาะ HPDR (HPDR Gold Trust : กองทุนทองคำรายใหญ่สุดของโลก) หลังซื้อสะสมมากว่า 6 เดือนครึ่ง ตอนนี้ HPDR ก็เริ่มขายออกมาบ้าง แต่มีปริมาณไม่มากนัก ขายออกมาแต่ละครั้ง 1-4 ตัน จากการถือครอง 960 ตัน ซึ่งถือว่าน้อยมาก ภาพรวมของนักลงทุนทั่วโลกรวมทั้งนักลงทุนตอนนี้รอจังหวะการเข้าซื้อและเข้าขาย”

สำหรับนักลงทุน Gold Futures ที่อยู่ในสถานะที่เสียเปรียบหรือขาดทุนนั้น น.พ.กฤชรัตน์กล่าวว่า สิ่งที่ควรทำคือการรอและศึกษาแนวโน้มที่ชัดเจน ที่สำคัญคือ การลงทุนของนักลงทุนไม่จำเป็นต้องเข้าซื้อหรือขายทุกวัน แต่ควรศึกษาและพัฒนาลักษณะการวิเคราะห์ตามสภาพตลาด ซึ่งจะเห็นได้ว่าตอนนี้ตลาดมีการเคลื่อนไหวรวดเร็วและแรง การจับจังหวะให้ได้ การวิเคราะห์ให้ถูก รวมทั้งการบริหารความเสี่ยงให้ดีเป็นสิ่งที่จำเป็น การที่ขาดทุนหรือกำไรไม่ใช่เป็นตัวบอกว่าแพ้หรือชนะ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือต้องเข้าใจว่าขาดทุนเพราะอะไร และสิ่งที่ควรจะทำคือ ศึกษาและจับจังหวะเข้าซื้อหรือขายเพื่อทำกำไรในรอบใหม่

“ถ้าถือ Position ที่กำไรอยู่ ก็ยังทำแบบลักษณะเดียวกัน คือ Wait and See จะเห็นได้ว่าในจังหวะของตลาดในขณะนี้ปริมาณการซื้อขายเบาบางลง คือทั้งผู้ซื้อและผู้ขายตัดสินใจไม่ได้ว่าจะซื้อหรือขาย ทั้ง 2 ฝ่ายรอทิศทางที่ชัดเจนว่าเป็นอย่างไร บางคนที่ถือ Position ที่กำไรอยู่ ก็ขายออกมาบ้าง ขายออกแล้วซื้อกลับ ตอนนี้ทองคำเหมาะสำหรับการเก็งกำไรระยะสั้นค่อนข้างมาก จะเห็นได้ว่าการเคลื่อนตัวจะไม่เป็นแบบทิศทางเดียวในระยะยาว มักจะเป็นลักษณะสัปดาห์นี้ลง 3 วัน ขึ้นอีก 4 วัน แล้วปรับลงมาใหม่ นักลงทุนที่จับจังหวะได้เร็วจะได้เปรียบกว่า ตอนนี้เหมาะมากสำหรับคนที่ชอบแบบรวยเร็ว แต่ต้องขอย้ำว่าจะต้องมีความรู้ความเข้าใจในการลงทุนทองคำด้วย”

ทั้งนี้ นพ.กฤชรัตน์ ยังกล่าวถึงบริการและผลิตภัณฑ์ใหม่ คือ Gold-D ที่จะเริ่มให้บริการในเดือนตุลาคมด้วยว่า Gold-D เป็นผลิตภัณฑ์ที่เหมือน Gold Spot ที่ซื้อขายเป็นดอลลาร์สหรัฐ ต่างกับ Gold Futures ที่ซื้อ-ขายเป็นบาทไทย ซึ่งนักลงทุนมีความรู้สึกว่าขึ้นก็ขึ้นไม่มาก ลงก็ลงไม่เยอะ เพราะมีหน่วยบาทไทยมาค่อยเปลี่ยน

“เรียกว่ามี Factor ค่าเงินบาทปนอยู่ด้วยตลอด เช่น ถ้าอยู่ในฝั่ง Long Position คือเก็งกำไรขาขึ้น เมื่อขึ้นไป 30 เหรียญ ก็ควรที่จะกำไรประมาณ 2% แต่ในความเป็นจริงคือทองคำของไทยขึ้นได้เพียงประมาณ 150 บาท หรือกำไรอยู่ที่ประมาณ 1% เท่านั้น

“เนื่องจากเงินบาทอาจแข็งค่าขึ้น ทำให้ขึ้น-ลงไม่ค่อยได้ นักวิเคราะห์ก็หงุดหงิดตามไปด้วย คือ 1. มีค่าเงินบาทมาปน ซึ่งภาพรวมของค่าเงินบาทมักจะวิ่งสวนทางกับราคาทอง 2. คือสภาพคล่อง จะเห็นได้ว่าสภาพคล่องในตลาด Gold Futures ของตลาด TFEX มีต่ำ นักลงทุนรายใหญ่อยากจะเข้า-ออกมันยาก ซื้อ-ขายทีละ 1-2 กิโลกรัมยาก ในขณะที่ Gold-D เป็นตัวที่มาจากตลาดโลก การที่จะซื้อ-ขายทีละ 1- 2 กิโลกรัมเป็นเรื่องง่าย ซึ่งจะทำให้สภาพคล่องมีได้แบบไม่จำกัด เพราะเป็นตัวเชื่อมกับตลาดโลก คาดว่าจะได้รับความนิยมสูงมาก…

มองว่า Gold-D จะเป็นโปรดักซ์แชมป์เปี้ยนในปีนี้ของไทย และเป็นพระเอกของ Southeast Asia ด้วยซ้ำ ความจริง Gold-D จริงๆ เรียกว่า Gold Spot แต่ภาษาบ้านเราอาจจะใช้ Gold-D เพราะ Gold-D ก็เหมือนกับ Gold Spot เลย”

ส่วนความเสี่ยงของ Gold-D นั้น นพ.กฤชรัตน์กล่าวว่า เป็นไปตามสภาพของราคาทองคำตลาดโลก แต่ถือว่ามีความเสี่ยงน้อยกว่าการลงทุนในหุ้น เพราะราคาทองคำขึ้น-ลงมากหรือน้อยกว่าหุ้นประมาณ 2 เท่า

“ความเสี่ยงเมื่อเทียบกับหุ้นแล้วน้อยกว่า เนื่องจากทองคำเป็นสินทรัพย์ที่เรียกว่า Save Haven แต่ในระยะหลังมีการเก็งกำไรกันเยอะก็เลยทำให้ราคาผันผวน ซึ่งเหมาะกับนักลงทุนระยะสั้น กลาง และยาว ยิ่งถ้าเป็นนักลงทุนระยะยาวที่ไม่ได้ใช้ Margin ก็ไม่มีความเสี่ยงมากเท่าไหร่ ราคาที่ขึ้นลงก็ไม่มีผลเพราะไม่ได้ใช้ Margin หรือ Leverage ถ้าเป็นนักลงทุนที่เงินน้อย จะซื้อทอง 1 ก้อนราคา 1.5 ล้านบาท ถ้าในตลาด TFEX ใช้เงินเพียง 1 ใน 10 ของมูลค่าทอง แต่เมื่อใช้ Leverage เข้าไปนักลงทุนต้องเข้าใจ ไม่ใช่ Leverage 10 เท่าแล้วอยากจะเป็นนักลงทุนระยะยาวอันนี้ไม่ได้ ตราบใดที่มี Leverage จะเป็นนักลงทุนระยะยาวไม่ได้เลย มันจะมีความเสี่ยงปนอยู่และมีความผันผวน”

น.พ.กฤชรัตน์กล่าวด้วยว่า ผลิตภัณฑ์ Gold-D จะมาเสริมความแข็งแกร่งของตลาดทองคำ โดยเน้นด้านการเก็งกำไรและมีสภาพคล่องสูง รวมทั้งมีความโปร่งใสเนื่องจากควบคุมโดยตลาดหลักทรัพย์ “Gold-D มีสภาพคล่องไม่อั้นสำหรับการซื้อขาย สำหรับการรับหรือส่งมอบทองคำทำได้ แต่ใช้เวลา เนื่องจากพอผ่านระบบของตลาดหลักทรัพย์ก็มีการตรวจสอบ ก็อาจจะไม่คล่องมือเหมือนร้านทอง เพราะจะต้องใช้เวลา 2 วันทำการ ค่าใช้จ่ายก็สูงกว่านิดหน่อย ซึ่งเป็นไปตามขั้นตอนของการตรวจสอบ ขั้นตอนการรับส่งมอบ...

“Gold-D เป็นสินค้าที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ ทุกคนสามารถมาร่วมได้ในฐานะลูกค้าซื้อ-ขาย คนที่จะซื้อ-ขายได้คือลูกค้าทั่วไป แต่คนที่จะส่งได้เลยจริงๆ เรียกว่าโบรกเกอร์ ท่านต้องเป็นโบรกเกอร์ ซึ่งร้านทองขนาดใหญ่ที่เข้ามาเป็นโบรกเกอร์ก็มี 6 ราย ถ้าพูดไปก็รู้จักหมด อย่าง MTS Gold แม่ทองสุข ก็เป็นโบรกเกอร์ในตลาด TFEX ทั้ง 6 รายเรียกว่าคุมปริมาณค้าทอง 98% ของทั้งประเทศ เรียกได้ว่าอยู่ในตลาดอยู่แล้ว...

ส่วนโบรกเกอร์มีความเสี่ยงมากน้อยแค่ไหนนั้น โดยภาพหรือโดยหลักการไม่มีความเสี่ยง เนื่องจากโบรกเกอร์เป็นเพียงทางผ่าน กินค่าต๋ง ภาษาโบรกเกอร์เรียกว่าค่าคอมมิชชั่น กำไรหรือหรือขาดทุนอยู่ที่ลูกค้าหมด ถามว่ามีความเสี่ยงหรือไม่คือไม่มีเพราะมีหลักประกัน ถึงจุดหนึ่งที่หลักประกันไม่คุ้มก็จะ Call Margin ถึงจุดหนึ่งที่ Call Margin ไม่คุ้มก็ Force Sell เรียกว่ามีกลไกในการควบคุมความเสี่ยง เพราะฉะนั้นความเสี่ยงของโบรกเกอร์ก็จะไม่มาก ซึ่งหากลูกค้าต้องการจะเปลี่ยนเป็นเงินสด สามารถมีให้ได้100% เนื่องจากโบรกเกอร์ถูกควบคุมด้วยกลไกของตลาดหลักทรัพย์ที่เรียกว่า ก.ล.ต. และ TCH (สำนักหักบัญชี) ซึ่งควบคุมการเงินแบบ 100% แต่ขั้นตอนใช่ว่าจะถอนเงินวันนี้แล้วจะได้ อาจจะต้องใช้เวลา 2 วันเพราะเป็นกลไกของตลาดปกติ…

“กรณีของร้านทอง พวกนี้อยู่ในระบบกลายๆ อยู่แล้ว ที่เรียกว่าตลาด ATC (At-the-Close : คำสั่งซื้อขายที่ราคาปิด) เพียงแต่ว่าร้านทองอาจไม่มีระบบหรือความโปร่งใสเท่ากับตลาดหลักทรัพย์ คืออยู่ในระบบอยู่แล้วแบบยี่ปั๊วซาปั๊ว นักลงทุนที่ลงทุนกับร้านทองต้องดูในเรื่องความเสี่ยงหรือความน่าเชื่อถือของร้านทองที่ติดต่อ”

นอกจากนี้ น.พ.กฤชรัตน์ยังได้กล่าวถึงธุรกิจส่งออกทองคำของไทยในส่วนของ Jewelry Sector ด้วยว่า มีมูลค่าส่งออกปีละ 300,000-400,000 ล้านบาท โดยเป็นการส่งออกในรูปทองรูปพรรณ เครื่องประดับ อัญมณี ทองคำ และทองคำไม่ขึ้นรูป ซึ่งเป็นยอดการส่งออกสูงเป็นอันดับ 2 ของประเทศ “จากเดิมอยู่อันดับ 4-5 ปัจจุบันอยู่อันดับ 2 จริงๆ แล้วหลายท่านมองว่าตัวนี้ไม่ได้สร้าง value added แต่จะบอกว่าเรื่องของระบบการเงินที่ผ่านมือถือ เป็นมูลค่าเพิ่มและสภาพคล่องอยู่แล้ว”

Credit: ภาพประกอบจาก www.mtsgold.co.th

57 views0 comments

For advertising please call: 02-2534691