เงินบาทแข็งค่าปกติยังรับไหว ‘สุรงค์’ ฟันธงน้ำมัน 40-50 เหรียญ/บาร์เรล

นายสุรงค์ บูลกุล ที่ปรึกษาบริษัท ปตท.จำกัด และนายกสมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวผ่านรายการ “เซียนเศรษฐกิจ” จัดโดยกองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ “ดอกเบี้ยธุรกิจ” ถึงกรณีค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นว่า ในฐานะนายกสมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้มีการสำรวจและศึกษากับทางหอการค้าแห่งประเทศไทย สรุปในเรื่องที่ค่าเงินแข็งค่าขึ้น มาจากหลักๆ เป็นการเคลื่อนไหวของทุน ซึ่งไม่ได้เกิดจากรายได้การส่งออก โดยเงินทุนได้ไหลเข้ามาในประเทศ แต่ไม่ใช่เงินลงทุน หากเป็นการลงทุนเพียงระยะสั้น

“ปัจจัยที่เห็นชัดเจนก็คือ เงินทุนที่เข้ามาทำให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นเป็นปกติ ซึ่งเป็นเรื่องที่พอจะคาดการณ์กันได้” นายสุรงค์กล่าว “แต่การสำรวจมาแล้ว ปรากฏว่า ประมาณ 70% ของผู้ให้ความเห็น ยังมีความรู้สึกว่ายังไม่ค่อยถึงจุดที่ต้องตกใจอะไรมากมาย ยังพออยู่ได้ หรือไม่อาจจะไม่มีผลกระทบเลย ส่วนใหญ่ก็คือคนที่ทำธุรกิจที่ไม่เกี่ยวข้องกับอัตราแลกเปลี่ยนเท่าไหร่ หรือว่ารายได้ที่มีผลกระทบน้อย ก็มี 30% ของบริษัท ส่วนบริษัทจดทะเบียนมีผลกระทบทางด้านอัตราแลกเปลี่ยนเนื่องจากการส่งออกหรือการที่เราเรียกว่าส่งออกในเชิงบริการก็คือกลุ่มทัวร์ต่างๆ ที่เข้ามา แต่ว่าส่วนใหญ่แล้วบริษัทจดทะเบียนจะมีการบริหารความเสี่ยงเป็นปกติอยู่แล้ว”

นายสุรงค์กล่าวว่า ตอนที่ค่าเงินบาทอ่อนค่า ก็จะมีกลุ่มที่ได้ประโยชน์ส่วนหนึ่ง เสียประโยชน์ส่วนหนึ่ง ขณะที่บาทแข็งค่าก็เช่นกัน แต่ส่วนใหญ่แล้ว ก็จะมีกลไกบริหารความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนอยู่แล้ว ดังนั้น ผลกระทบก็อาจมีบ้าง แต่อาจจะเป็นความเสี่ยงซึ่งไม่ได้บริหารหรืออย่างไร แต่ส่วนตัวคิดว่าการเข้ามาครั้งนี้ คงไม่ใช่เรื่องปกติ แต่ก็เป็นเรื่องที่คาดคะเนกันได้ ว่าถ้าหุ้นไทยขึ้นเกิน 1.5 พันจุด ก็เห็นชัดแล้วว่า ขึ้นจากที่มีเงินจากต่างประเทศเข้ามา และก็มีผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนไป ตรงนี้คิดว่า เป็นการที่ประมาณการณ์ คงต้องใช้กลไกในการกำกับดูแลเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนสำหรับกลุ่มคนหรือกลุ่มนิติบุคคลที่มีผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนที่แข็งค่าขึ้นจากการส่งออก

“แนวโน้มวันนี้ยังไม่ได้ถึงกับซีเรียส แต่จุดที่จะต้องมองสำคัญที่สุด คืออัตราเงินบาทของไทยจะต้องแข่งขันได้ หรืออยู่ในอัตราเทียบเท่าอัตราในอาเซียนเป็นหลัก ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยจะต้องระวังอยู่ในตอนนี้” นายสุรงค์กล่าวและชี้แนะ การบริหารค่าเงินบาทไม่ให้แข็งค่านั้นต้องบริหารความเสี่ยงก่อน ก็คือเรื่องของต้นทุน ต้องทำที่เรียกว่าแมทช์ชิ่งให้ได้ หลักๆ ก็คือว่า เงินที่จำเป็นต้องใช้ซื้อเงินตราต่างประเทศ อย่างเช่นซื้อเครื่องจักร อุปกรณ์ต่างๆ เราพยายามจะแมทซ์กับรายได้ที่เป็นอัตราแลกเปลี่ยน ถ้าเราซื้อของ เราขายของเป็นดอลลาร์ ก็ควรจะซื้อของเป็นดอลลาร์ แล้วก็มีวิธีอีกหลายวิธี อย่างเช่น ฟิกซ์ราคากับผู้ซื้อตั้งแต่ต้น หรือมีอีกหลายวิธี ซึ่งซีเอฟโอของแต่ละบริษัทก็คงมีความรู้ความสามารถในการบริหารเหล่านี้ แต่อย่างไรก็ตาม ควรเอารายได้กับรายจ่ายมาแมทช์กัน ส่วนการบริการเรื่องต่อมาคือเรื่องการล็อกซ์อินการฟอเวิร์ดต่างๆ

“เงินที่ไหลเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทยเป็นแสนล้านในช่วง 7-8 เดือนที่ผ่านมา ตรงนี้อยากแนะนำสมาชิกว่า ตลาดไทยก็ยังมีความเซ็กซี่อยู่ คือทั้งโลกมีเงินล้นระบบอยู่ และก็ไม่รู้จะไปทางไหน ดอกเบี้ยก็ต่ำเต็มที คิดว่าเราจะต้องรักษาหลักของการทำรายได้ของบริษัท ในครึ่งแรกออกมาก็ทำได้ดี เรามีรายได้รวมกันทั้งหมด กำไรเกือบ 2 แสนกว่าล้านบาท คิดว่า 1.บีฟอร์แมนเราต้องนิ่ง 2.การเมืองเราต้องนิ่ง ซึ่งวันนี้เองหลังจากประชามติวันที่ 7 สิงหาคม 2559 มาแล้ว ความเชื่อมั่นความรู้สึกก็มา ก็คาดว่าประเทศไทยก็น่าจะดีขึ้นในแง่ของเสถียรภาพ ความชอบธรรมในการบริหารประเทศของรัฐบาลก็ได้รับฉันทมติของประชาชน ตรงนี้คลายความสบายใจ ดังนั้นสิ่งที่ต้องเร่งคือระบบการบริหารราชการ ก็จะทำให้ฐานธุรกิจของเราดีขึ้น คิดว่าน้ำหนักความสำคัญก็คือเรื่องของการเจริญเติบโตภายในประเทศหรือโดแมสติกดีมานด์เป็นเรื่องสำคัญ เรื่องการส่งออกก็จะลดน้ำหนักลงไป” นายสุรงค์กล่าว

“ฟันด์โฟร์ที่เข้ามา จะมากขึ้นหรือว่าชะลอลงหรือจะไหลกลับไปอย่างรวดเร็ว คงจะไม่ใช่แฟ็กซ์เตอร์ของประเทศไทย ส่วนตัวมองว่าประเทศไทยเหมือนผู้รักษาประตู คือทำหน้าที่ให้ดีที่สุด ส่วนเรื่องการที่จะผันผวนของค่าเงินก็ดี หรือตลาดหลักทรัพย์ จะมีปัจจัยจากภายนอกค่อนข้างเยอะ คือในต่างประเทศ เรื่องของการเมืองระหว่างประเทศ เรื่องเศรษฐกิจระหว่างประเทศ คิดว่าเราคงจะคุมเงินให้เข้าหรือออกไม่ได้ แต่เราควรรักษาความสามารถ หลักการสำคัญที่สุดก็คือ ถ้าทำได้อย่างที่พูด หรือพูดได้อย่างที่ทำ ความเชื่อมั่นจะมา และส่วนตัวคิดว่าตลาดไทยยังมีเสน่ห์อยู่สำหรับภูมิภาคนี้ ประกอบกับความมั่นคง อย่างน้อยที่สุดคือรักษาฐานที่ดี ส่วนจะเข้าจะออกก็ควรระมัดระวัง และคิดว่าหลักๆ แล้วนักลงทุนรายย่อยต้องมองภาพว่าลงทุนต้องกระจายความเสี่ยง ไม่ใช่กระจุกเฉพาะตลาดในไทยอย่างเดียว”

นายสุรงค์กล่าวต่อถึงปัจจัยที่ทำให้น้ำมันรีบาวด์กลับมาว่า ส่วนที่ขึ้นลงก็จะมีปัจจัยพื้นฐานอยู่ โดยเห็นว่าช่วง1- 2 เดือนที่ผ่านมา ราคาน้ำมันจะลงไปแตะ 40 เหรียญต่อบาร์เรล ส่วนที่ขยับขึ้นมาก็มี 2 ปัจจัยหลักๆ ก็คือ 1. ช่วงนี้เป็นช่วงฤดูร้อนของประเทศยุโรปกับสหรัฐอเมริกา เพราะฉะนั้นการท่องเที่ยว การเดินทาง การใช้พลังงานค่อนข้างจะสูง โดยเฉพาะน้ำมันลง เพราะฉะนั้น มันมีการปรับเปลี่ยนตามฤดูกาลในประเด็นที่หนึ่งอยู่ ส่วนประเด็นที่สองคือเรื่องของโอเปก ที่จะประกาศออกมาว่าให้เพดานการผลิตอยู่ที่ 34 ล้านบาร์เรล

“อย่างที่พูดกันไว้ มันก็มีโอกาสเป็นไปได้หรือไม่ คนที่พูดคือซาอุดิอาระเบีย เดือนหน้าจะพบกัน ก็คาดความหวัง พอคาดความหวังเสร็จ ตัวซัพพลายซ้าย เรียกว่าทะยานขึ้นมาเลย ก็เลยเห็นว่าการขุดเจาะเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด 10 ตัวที่ขึ้นมา เพราะฉะนั้นเองก็คาดคะเน แต่ว่าอย่างไรก็ตามราคานี้ก็เป็นราคาที่เคลื่อนไหวอยู่ในเกณฑ์แคบๆ ก็คือประมาณ 40-50 เหรียญ เราจะเห็นชัดว่า ทางผู้ผลิตยังมีความหวังว่าน้ำมันจะเกิน 50 เหรียญต่อบาร์เรล ส่วนผู้ขายก็ยังมีความหวังว่าราคาก็ยังสูงอยู่ แต่ก็มีข้อมูลที่สับสนอยู่พอสมควร เพราะวันนี้เอง แม้ว่าซาอุดิอาระเบียจะออกมาประกาศว่ากำหนดเพดาน ตัวเองก็ผลิตออกมาเยอะที่สุดกว่า 10 ล้านบาร์เรลต่อวัน ก็คงเป็นการต่อสู้กันระหว่างการขาดเงินกับการเป็นพี่ใหญ่ในการกำหนดราคาเพราะว่างบประมาณของซาอุดิอาระเบียกว่า 80% ก็มาจากน้ำมันเป็นหลัก เพราะฉะนั้น จะปิดหีบงบประมาณได้หรือไม่ได้ ก็เป็นเรื่องของจำนวนเงินที่ได้มา คิดว่าจะต้องเฝ้าระวัง ก็คงจะเป็นอะไรที่ไม่มีความเสถียร แต่ก็คิดว่าจะอยู่ในระดับ 50 แต่ก็จะมีเพดานว่ากว่าจะขึ้นไปถึงตรงนั้น ก็จะมีผู้ผลิตรายใหม่เข้ามา คิดว่าน้ำมันก็คงจะต้องวิ่งอยู่แถวๆ นี้ ไม่หวือหวาเหมือน 4-5 ปีที่แล้ว ซึ่งเราก็จะเห็นน้ำมันที่จะวิ่งอยู่แถวๆ 40/45/50 เหรียญต่อบาร์เรล ก็เป็นเรื่องที่ไม่เกินความคาดหมาย”

ขอขอบคุณภาพจาก: www.pttplc.com

9 views0 comments