Search

ตลาดหุ้นยังคงมองข้ามความเสี่ยง


เน้นมองแต่ด้านบวก ! ดูเหมือนว่าทิศทางของตลาดหุ้นโลกที่มีตลาดหุ้นสหรัฐเป็นตัวแทน หรือ Proxy จะยังคงเดินหน้าอยู่ในกรอบของการแกว่งตัวขึ้นต่อได้ โดยเฉพาะในกรณีที่ดัชนี S&P500 ยังคงยืนเหนือเส้นค่าเฉลี่ย EMA 25 วันที่ 2,767 จุดได้ ก็ค่อนข้างชัดเจนว่าทิศทางของตลาดหุ้นสหรัฐจะยังคงอยู่ในแนวโน้มของการแกว่งตัวขึ้นต่อได้ในระยะไม่เกิน 1 เดือน โดยตลาดยังคงให้น้ำหนักกับปัจจัยเสี่ยงใหม่ที่เข้ามาน้อยมาก ไม่ว่าจะเป็นประเด็นการเมืองระหว่างประเทศที่ล่าสุดสหรัฐประกาศคว่ำบาตรรัสเซียครั้งใหม่ เพื่อตอบโต้ต่อการที่รัสเซียประกาศผนวกคาบสมุทรไครเมียจากยูเครนในปี 2557 และเข้าสนับสนุนกลุ่มแบ่งแยกดินแดนในยูเครน ส่งผลให้ล่าสุดทางฝั่งของรัสเซียได้ออกมาระบุว่าการที่สหรัฐประกาศคว่ำบาตรรัสเซียรอบใหม่ถือเป็นการกระทำที่จะทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียและสหรัฐย่ำแย่ลง และรัสเซียจะตอบโต้ต่อการคว่ำบาตรดังกล่าว

รวมทั้งการที่เบเกอร์ ฮิวจ์ ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลว่าแท่นขุดเจาะน้ำมันในสหรัฐที่มีจำนวนเพิ่มขึ้น 12 แท่น สู่ระดับ 759 แท่นเมื่อปลายเดือนมกราคม ซึ่งเป็นจำนวนมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนกันยายนปีที่แล้ว และเป็นการเพิ่มขึ้นรายสัปดาห์มากที่สุดนับตั้งแต่เดือนมีนาคมปีที่แล้ว อาจส่งผลกระทบต่อราคาหุ้นในกลุ่มพลังงานที่โดดเด่นมากในปีนี้ทั้งในตลาดหุ้นโลก และตลาดหุ้นไทย

อย่างไรก็ดี ในส่วนของประเด็นหลังคือเรื่องของราคาน้ำมันนั้น “นายหมูบิน” ยังคงไม่มีความกังวลมากนัก และยังมองว่าหุ้นในกลุ่มพลังงานจะยังคงเป็นตัวสนับสนุนทิศทางของตลาดหุ้นโลกและไทยต่อไปได้ เนื่องจากในระยะสั้นๆมองว่าราคาน้ำมันดิบยังคงมีโอกาสได้แรงหนุนจากการอ่อนค่าของดอลลาร์, การปรับลดกำลังการผลิตของกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) และสต็อกน้ำมันดิบสหรัฐที่ลดลง นอกจากนี้ราคาน้ำมันจะได้รับแรงหนุนจากเศรษฐกิจโลกที่มีการขยายตัวแข็งแกร่งด้วย ซึ่งบ่งชี้ถึงอุปสงค์น้ำมันที่เพิ่มขึ้น โดยที่ล่าสุดกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ประกาศปรับเพิ่มตัวเลขคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจโลกในปีนี้ และปีหน้า สู่ระดับ 3.9% โดยปรับเพิ่มขึ้น 0.2%

ทั้งนี้ “นายหมูบิน” มองว่าปัจจุบันตลาดยังคงให้น้ำหนักกับปัจจัยบวกจากทิศทางการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก และสหรัฐเป็นหลัก แม้ว่าล่าสุดสหรัฐจะเปิดเผยตัวเลขการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ประจำไตรมาส 4/2560 ออกมาที่ระดับ 2.6% ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 3% และต่ำกว่าระดับ 3.2% ในไตรมาส 3

อย่างไรก็ดี ถ้าพิจารณาทั้งปี จะพบว่าในปี 2560 เศรษฐกิจสหรัฐได้มีการขยายตัว 2.3% เพิ่มขึ้นจากที่เติบโตเพียง 1.5% ในปี 2559 และในปีนี้มีการคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะขยายตัวที่ระดับ 3% ได้ ซึ่งเมื่อพิจารณาจากตัวเลขเศรษฐกิจอย่างรอบด้านจะพบว่ามีความเป็นไปได้มากทีเดียว หลังจากที่ตัวเลขการลงทุนของภาคธุรกิจเพิ่มขึ้น 11.4% ในไตรมาส 4 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ไตรมาส 3 ของปี 2557 และการใช้จ่ายของผู้บริโภคเพิ่มขึ้น 3.8% ในไตรมาส 4 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 3 ปี หลังจากเพิ่มขึ้น 2.2% ในไตรมาส 3 สวนทางกับอัตราการออมที่ลดลงสู่ระดับ 2.6% ในไตรมาส 4 จากระดับ 3.3% ในไตรมาส 3 สอดคล้องกับตัวเลขผู้ที่ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรกที่ยังคงอยู่ต่ำกว่า 300,000 ราย เป็นสัปดาห์ที่ 151 ติดต่อกัน ซึ่งยาวนานที่สุดนับตั้งแต่ปี 2513

ปัจจัยหนุนยังมีออกมาต่อเนื่อง : นอกจากนี้ในส่วนของแนวโน้มในระยะต่อไปนั้น ในภาพใหญ่ยังคงค่อนข้างสดใส โดยเฉพาะหลังจากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แถลงนโยบายประจำปี (State of the Union) และมีการเปิดเผยโครงการลงทุนในสาธารณูปโภคครั้งใหญ่เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐตามที่เขาได้เคยรณรงค์หาเสียงในปี 2559 วงเงิน 2 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่งจะแบ่งออกเป็น 4 กองทุนในช่วงเวลา 10 ปี นอกจากนี้รัฐบาลสหรัฐยังกำลังจัดทำแผนการลงทุนวงเงิน 1.35 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งจะให้รัฐบาลของมลรัฐ และภาคเอกชนเข้าสนับสนุนเงินทุนในการสร้างและซ่อมสะพาน, ทางหลวง และสาธารณูปโภคทั่วประเทศด้วย

นอกจากนี้ เจมี ไดมอน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ของเจพีมอร์แกน ได้ออกมาระบุว่าเศรษฐกิจสหรัฐมีแนวโน้มขยายตัวแตะ 4% ในปีนี้ โดยจะได้ประโยชน์จากการปฏิรูปภาษีในสหรัฐ ซึ่งจะกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ และการสร้างงาน ขณะที่ในส่วนของปัจจัยในภูมิภาคเอง ตลาดยังคงให้น้ำหนักไปยังญี่ปุ่น และจีน โดยในส่วนของญี่ปุ่นล่าสุด นายฮารุฮิโกะ คุโรดะ ผู้ว่าการธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ได้ออกมาระบุว่าแม้ BOJ ใกล้จะบรรลุเป้าหมายเงินเฟ้อที่ 2% แล้ว แต่จะเดินหน้าสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจและราคา ด้วยการใช้นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายต่อไป โดยไม่มีแผนที่จะถอนนโยบายผ่อนคลายการเงินเชิงรุก และจะเดินหน้าใช้นโยบายดังกล่าวต่อไป ซึ่งปัจจัยดังกล่าวส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นอายุ 10 ปี ปิดปรับตัวลงทันที ในส่วนของจีน ล่าสุดกระทรวงการคลังจีนรายงานว่า รายได้ด้านการคลังของจีนในปี 2560 เพิ่มขึ้นถึง 7.4% เทียบรายปี สู่ระดับ 17.3 ล้านล้านหยวน (2.7 ล้านล้านดอลลาร์) โดยได้แรงหนุนจากเศรษฐกิจจีนที่ขยายตัวแข็งแกร่งเกินคาด สอดคล้องกับการที่สำนักงานสถิติแห่งชาติจีน (NBS) รายงานว่ากำไรของบริษัทขนาดใหญ่ในภาคอุตสาหกรรมของจีนประจำเดือน ธ.ค.2560 ปรับตัวขึ้น 10.8% สวนทั้งปี 2560 เพิ่มขึ้น 21% สู่ระดับ 7.519 ล้านล้านหยวน

จากปัจจัยหนุนดังกล่าวทั้งจากสหรัฐ และในภูมิภาค ทำให้ในเชิงแนวโน้มเทคนิค “นายหมูบิน” ประเมินว่าตราบใดที่ SET ยังคงไม่ถอยตัวลงไปต่ำกว่าบริเวณ Fib Node .618 ที่ 1,761 จุด การย่อตัวลงของ SET ในระหว่างสัปดาห์จะเป็นเพียงแค่การพักตัวในระยะสั้น ก่อนกลับขึ้นไปแกว่งตัวเหนือ 1,850 จุดอีกครั้ง

ในส่วนของกลยุทธ์ สำหรับการลงทุนระยะสั้น (ไม่เกิน 1 สัปดาห์) : ตราบใดที่ SET ไม่ถอยตัวลงไปปิดต่ำกว่า 1,761 (+/-5) จุดอีกครั้ง การถอยตัวลงระหว่างวันให้ใช้เป็นโอกาสในการ “เข้าซื้อสะสม” ในหุ้น PTTGC, PTTEP, BCP, EGCO, TISCO, SCC, SAWAD, HMPRO, AOT และ ADVANC อีกครั้ง สำหรับการลงทุนระยะกลาง (1-3 เดือน) ในลักษณะ Long-Only แนะนำ “คงสัดส่วนการลงทุนในหุ้นที่ระดับ 75% ของพอร์ต”

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงแค่ความเห็นส่วนตัวของผมนะครับ โปรดใช้วิจารณญาณ และศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนการตัดสินใจลงทุนด้วยครับ สำหรับการพูดคุยกันระหว่างสัปดาห์นอกจากทาง Facebook ที่ www.facebook.com/wealthhuntersclub และ e-mail ที่ moobin.stockmania@gmail.com แล้ว แฟนๆ ยังสามารถติดตามมุมมองเกี่ยวกับการลงทุนจาก “นายหมูบิน” ได้ในรายการ “เซียนเศรษฐกิจ” ทาง FM 101 ทุกวันอาทิตย์ เวลา 10.00-12.00 น.เช่นเดิมครับ

ภาพประกอบ : การวิเคราะห์ทิศทางตลาดหุ้นไทยในทางเทคนิครายวัน (Daily)

Source: Wealth Hunters Club


For advertising please call: 02-2534691